
ปตท.กำไรพุ่งเป็นแสนล้าน
2554 สูงสุดเป็นประวัติการณ์-ราคาน้ำมันเกิน100เหรียญสหรัฐ/ปีนี้คาดไม่หวือหวา
2554 สูงสุดเป็นประวัติการณ์-ราคาน้ำมันเกิน100เหรียญสหรัฐ/ปีนี้คาดไม่หวือหวา
กำไรปี 2554 พุ่ง 25% เป็นแสนล้านบาท น้ำมันพุ่งเกิน 100 เหรียญ สหรัฐ/บาร์เรล ทำสถิติสูงสุด ปีนี้คาดไม่ตื่นเต้น
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ปี 2554 บริษัทมีกำไรสุทธิ 105,296 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากปี 2553 หรือมีกำไรต่อหุ้น 36.91 บาท จากปี 2553 ที่มีกำไรต่อหุ้น 29.58 บาท
ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 4 อยู่ที่ 16,645 ล้านบาท ลดลง 26% เทียบช่วงเดียวกันปี 2553 และลดลง 23% เทียบไตรมาส 3 ปี 2554 คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 5.83 บาท เทียบไตรมาส 3 ที่ 7.57 บาท
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน PTT กล่าวว่า กำไรปี 2554 นับว่าพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งรายได้และกำไร เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
แต่ปีนี้คาดว่่าผลการดำเนินงานจะไม่หวือหวาเท่าปีก่อน เนื่องมาจากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะผันผวนสูง
นายไพรินทร์ กล่าวว่า กำไรทั้งปีเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากรายได้เพิ่ม ขึ้น 28% มาเป็น 2.4 ล้านล้านบาท ตามราคาผลิตภัณฑ์ที่ เพิ่มขึ้นตามราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลก โดยราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบเพิ่มเป็น 106.2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เทียบปี 2553 อยู่ที่ 78 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
รวมถึงปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นทุกผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ เพราะโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 6 เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ ส่วนกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม ราคา (อีบิตดา) เพิ่มขึ้น 24% เป็น 2.1 แสนล้านบาท จากปี 2553 ที่ 1.7 แสนล้านบาท
นอกจากนั้น ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเป็น 2.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์ที่มีผลงานดีขึ้น เพราะโรงอีเทนแครกเกอร์ของ PTTPE เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2553
ขณะที่โรงผลิต HDPE และโรงผลิต LDPE ของ PTTPE เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 1 ม.ค. และ 1 ก.พ. 2554 ตามลำดับ รวมทั้งราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะ MEG ที่มีอัตรากำไรส่วนต่างราคาวัตถุดิบและราคาขายสูงขึ้นเทียบกับปี 2553 จากปริมาณความต้องการ MEG ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตโพลีเอสเตอร์ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการผลิต MEG ที่ลดลงจากไฟไหม้โรงผลิตเอทิลีนในไต้หวัน นอกจากนี้ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์และธุรกิจการกลั่นดีขึ้น
สำหรับกำไรไตรมาส 4 ปี 2554 ที่ลดลงเป็นผลมาจากรายได้จากการขาย 5.95 แสนล้านบาท ลดลง 8.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากราคาขายที่ลดลงเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนั้นราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบลดลงเหลือ 106.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จาก 107.1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ไตรมาส 3 ปี 2554
นอกจากนั้น ปริมาณขายก๊าซธรรมชาติและผลิตภัณฑ์น้ำมันลดลงจากอุทกภัย ส่งผลให้อีบิตดาไตรมาส 4 ลดลงจากไตรมาส 3 ปี 2554 ประมาณ 3.6%
ขณะเดียวกันส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมยังลดลงจากไตรมาส 3 ปี 2554 ถึง 25% เหลือ 3,343 ล้านบาท จากผลการดำเนินงานที่ลดลงของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์ จากอัตรากำไรส่วนต่างราคาวัตถุดิบและราคาขายที่ลดลงทุกผลิตภัณฑ์ยกเว้น MEG รวมถึงผลการดำเนินงานกลุ่มปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์ที่ลดลงขณะที่ธุรกิจการกลั่นดีขึ้น







