
ตลท.ตั้งเป้า2แบงก์จ่ายปันผลผ่านATM
ตลท.ตั้งเป้ามีอีก 2 แบงก์เตรียมบริการจ่ายปันผลผ่านตู้เอทีเอ็มในครึ่งปีหลัง หลัง SCB นำร่อง
ตลท.ตั้งเป้ามีอีก 2 แบงก์เตรียมบริการจ่ายปันผลผ่านตู้เอทีเอ็มในครึ่งปีหลัง หลัง SCB นำร่อง
นายบดินทร์ อูนากูล รองผู้จัดการสายงานบริการหลังการซื้อขายหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภายในครึ่งหลังปี 2555 น่าจะมีธนาคารพาณิชย์ที่จะเปิดรับสมัครการให้บริการการจ่ายปันผลและดอกเบี้ย (e-Dividend) เพิ่มอีก 2 แห่ง โดย 1 แห่งเป็นธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ และอีก 1 แห่งเป็นธนาคารพาณิชย์ที่กระทรวงการคลังถือหุ้น หลังจากที่เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เป็นเจ้าแรกที่เปิดตัว
ทั้งนี้ การจ่ายปันผลผ่านเอทีเอ็มจะช่วยให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจ่ายปันผลตั้งแต่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทจดทะเบียนที่ต้องจ่ายปันผล และ ตลท. ได้ประหยัดต้นทุนการปฏิบัติงานในเรื่องดูแลและจัดการเช็ค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นทุนที่ทุกหน่วยงานพยายามลดค่าใช้จ่ายด้านนี้
นายบดินทร์ กล่าวว่า ปีนี้ตั้งเป้าว่าจะมีลูกค้าที่จะมีการนำเงินปันผลเข้าบัญชีได้เพิ่มเป็น 87-88% เทียบกับปัจจุบันทำได้ 83% หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 แสนราย ซึ่งรวมถึงการขยายบริการโอนเงินปันผลผ่านเอทีเอ็มแล้ว โดยส่วนที่เหลือ 17% ยังรับการปันผลในแบบเก่าอยู่
นางนงราม วงษ์วานิช รองผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ ตลท. กล่าวว่า โครงการนี้ถือว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของทุกฝ่ายมากขึ้น ซึ่งนอกจากเรื่องต้นทุนหรืองานหลังบ้านที่ทุกฝ่ายจะลดลงแล้วหลังมีโครงการนี้ขึ้น โดยเฉพาะ ตลท.ที่ปัจจุบันทุกปีจะมีเช็คที่ค้างในศูนย์รับฝากหลักทรัพย์อยู่เป็นจำนวนมากปีละเป็นล้านฉบับ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายดูแลเรื่องดี ขณะเดียวกันทุกฝ่ายก็จะได้ลดความเสี่ยงของปัญหาที่เกี่ยวกับเช็คมากขึ้น โดยจะไม่ประสบปัญหาเช็คหาย ไม่ได้รับเช็ค และเงินที่นักลงทุนควรได้ก็จะถูกตัดจ่ายเข้าบัญชีนักลงทุนได้เลย ซึ่งถือว่าเพิ่มความสะดวกให้กับนักลงทุนได้ไม่น้อย
นางพรรณแข นันทวิสัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สาย GTS ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า หวังว่าการที่ SCB เป็นเจ้าแรกที่เปิดบริการให้ลูกค้าได้เลือกจ่ายเงินปันผลผ่านตู้เอทีเอ็ม จะช่วยเพิ่มจำนวนบัญชีลูกค้าที่ใช้บริการจ่ายปันผลกับ SCB ได้อีก 1 เท่าตัว หรือเพิ่มขึ้นเป็น 3040% ของลูกค้า SCB ที่ปัจจุบันมีถึง 20% ของผู้ใช้บริการ e-Dividend ทั้งหมด 9 แสนราย จากที่มีผู้ถือหุ้นในระบบทั้งหมด 1.4 ล้านราย







