posttoday
เมินเงินเฟ้อก.พ.กดดันธปท.ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย

เมินเงินเฟ้อก.พ.กดดันธปท.ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย

03 มีนาคม 2553

โพสต์ทูเดย์ — ธปท.ขอหารือที่ประชุม กนง. 10 มี.ค. ชี้ขาดทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในช่วงนี้ ยังไม่ได้เป็นแรงกดดันที่จะทำให้ ธปท.ต้องเปลี่ยนการดำเนินนโยบายการเงิน หรืออัตราดอกเบี้ยนโยบายทันที แต่ ธปท.ยังต้องจับตาดูการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อต่อไป

“เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ เป็นเรื่องที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าจะต้องเพิ่มสูงขึ้นบ้าง เนื่องจากฐานเงินเฟ้อปีที่ผ่านมาต่ำ อีกอย่างการที่สินค้าในหมวดอาหารสูงขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลจากสินค้าเกษตรสูงขึ้น ก็น่าจะมีส่วนให้เงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้นด้วย แต่ก็ยังไม่ใช่แรงกดดันให้ ธปท.ต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน” นายบัณฑิต กล่าว

กระทรวงพาณิชย์ประกาศอัตราเงินเฟ้อล่าสุดในเดือน ก.พ. ปีนี้สูงขึ้น 3.7% เป็นผลมาจากราคาสินค้าเกษตร อาหาร และน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.3%

นายบัณฑิต กล่าวว่า ธปท.จะทบทวนผลกระทบทั้งหมดรวมถึงการลดมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 10 มี.ค.นี้

บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อในเดือนถัดไปนั้น อาจชะลอลงในระยะสั้น โดยการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอาหารสดน่าจะชะลอลงในเดือน มี.ค. หลังผ่านพ้นเทศกาลตรุษจีนไปแล้ว ซึ่งจะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอลงและมีระดับไม่เกิน 3.5% ในระยะ 23 เดือนข้างหน้า แม้ว่ารัฐบาลได้มีมติยกเลิกมาตรการค่าน้ำประปาฟรี แต่ขยายอายุมาตรการที่เหลือ 4 มาตรการ คือ ค่าไฟฟ้าฟรี รถเมล์และรถไฟฟรี และการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ออกไปถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 2553

การยกเลิกการอุดหนุนค่าน้ำประปาคงมีผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นในเดือนเม.ย. แต่คาดว่าผลคงมีไม่มากนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการลดการให้ความช่วยเหลือมาเป็นลำดับแล้ว แต่ประเด็นที่ต้องจับตาในระยะต่อไป ที่สำคัญคือ ทิศทางราคาน้ำมัน ซึ่งแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจดีกว่าคาดการณ์ก่อนหน้านี้อาจจะมีผลให้ราคาน้ำมันขยับสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ภาวะแล้งและการขาดแคลนน้ำที่มีทีท่าว่าจะรุนแรงขึ้น อาจจะส่งผลให้ราคาพืชผลทางการเกษตรพุ่งสูงยิ่งขึ้นได้ส่งผลให้หลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานพลังงานสากล หรือ IEA (International Energy Agency) และ JP Morgan Chase & Co. ล่าสุด ได้ปรับเพิ่มประมาณการปริมาณความต้องการใช้น้ำมันในปี 2553 ซึ่ง ซึ่งอาจผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงครึ่งปีหลังกลับมาเร่งตัวขึ้น อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพส่วนใหญ่ออกไปถึงเดือนมิถุนายนก็มีส่วนช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อลงได้ในระดับหนึ่ง

ง ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มที่จะเริ่มเข้าสู่ระยะแรกของช่วงขาขึ้นในไตรมาสที่ 2/2553 โดยคาดว่านับจากนี้ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะค่อยๆ เริ่มขยับขึ้น กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท. แต่ในระยะแรก คือในช่วงไตรมาสที่ 2/2553 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะยังคงมีระดับไม่เกินร้อยละ 1.5 แต่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี และจะเข้าใกล้กรอบบนของกรอบเป้าหมายของ ธปท. ที่ร้อยละ 3.0 มากขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

ง ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงกรอบประมาณการอัตราเงินเฟ้อในปี 2553 ไว้ที่ระดับเดิม โดยเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือค่าสาธารณูปโภคดังที่กล่าวมาข้างต้น โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3.04.0 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.52.5 สูงขึ้นจากปี 2552 ที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบร้อยละ 0.9 และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3

โดยสรุป แม้ว่าในระยะสั้นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจมีทิศทางชะลอตัวลง แต่จากแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น และมีโอกาสที่จะสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หากเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นแรงหนุนต่อราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ รวมทั้งสภาวะอากาศทั่วโลกแปรปรวนอย่างหนัก โดยในประเทศไทยมีแนวโน้มที่ภาวะแล้งจะมีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจเป็นแรงผลักดันราคาสินค้าเกษตรให้พุ่งสูงยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงมองว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีโอกาสที่จะกลับมาเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ระยะแรกของช่วงขาขึ้น แม้ภายในช่วงครึ่งปีแรกจะยังคงมีระดับที่ไม่สูงนัก แต่มีแนวโน้มที่จะเร่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี และมีโอกาสเข้าใกล้กรอบบนของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 0.53.0 มากขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี

จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นดังกล่าว คงจะมีผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งการปรับทิศทางนโยบายการเงินมาสู่การเริ่มต้นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น คงขึ้นอยู่กับความเร่งของแรงกดดันเงินเฟ้อ และทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เป็นสำคัญ ซึ่งแม้ขณะนี้มีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น แต่แนวโน้มระยะข้างหน้ายังมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาการเมืองในประเทศ ขณะเดียวกัน การตัดสินใจของรัฐบาลต่อการดำเนินมาตรการอุดหนุนราคาสินค้าและค่าสาธารณูปโภคอาจเผชิญความท้าทายมากยิ่งขึ้น โดยมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ประชาชน ที่ยังคงไว้อยู่ 4 มาตรการจะมีกำหนดสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2553 ส่วนมาตรการช่วยเหลือด้านราคาพลังงานจะมีกำหนดสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม 2553 ซึ่งการตัดสินใจว่าจะขยายอายุมาตรการออกไปอีกหรือไม่นั้น คงขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตร ที่จะมีผลต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่มาตรการตรึงราคาพลังงาน รัฐอาจมีต้นทุนในการรับภาระในส่วนนี้เพิ่มขึ้นหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มขึ้นไปเหนือระดับ 80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ระดับ 30 บาทต่อลิตรเป็นไปได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องเข้าไปรับภาระการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น หากต้องเข้ามาช่วยอุดหนุนส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลในระดับที่เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง ก็อาจจะมีผลต่อฐานะของกองทุนในระยะข้างหน้าได้

ทั้งนี้ หากทิศทางเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องแล้วนั้น การทยอยถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือมาตรการที่อุดหนุนเป็นการพิเศษลงก็น่าจะทำได้โดยไม่กระทบกระเทือนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมากนัก แต่หากเกิดสถานการณ์ที่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจต้องสะดุดหรือชะลอลงไป การพิจารณาถอนมาตรการเศรษฐกิจอาจต้องเผชิญการตัดสินใจที่ยากลำบากมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท