posttoday
เปิดคำต่อคำแจงไออาร์พีซีผลัดใบอีกหน

เปิดคำต่อคำแจงไออาร์พีซีผลัดใบอีกหน

17 กุมภาพันธ์ 2555

กลายเป็นประเด็นครึกโครมอีกครั้ง เมื่อกลุ่มสหภาพในเครือบริษัท ไออาร์พีซี กว่า 1,000 คน

กลายเป็นประเด็นครึกโครมอีกครั้ง เมื่อกลุ่มสหภาพในเครือบริษัท ไออาร์พีซี กว่า 1,000 คน

โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

กลายเป็นประเด็นครึกโครมอีกครั้ง เมื่อกลุ่มสหภาพในเครือบริษัท ไออาร์พีซี กว่า 1,000 คน เดินทางชุมนุมปิดล้อมกระทรวงพาณิชย์ เพื่อยื่นหนังสือต่อ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ให้เข้ามาแก้ไขปัญหา หลังจากที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกคำสั่งเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการในบริษัท ไออาร์พีซี ใหม่

การกระทำดังกล่าว ก่อให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสว่า เหตุใดผู้ถือหุ้นในบริษัท ไออาร์พีซี ที่มีสัดส่วนเพียงแค่ 1% หรือกลุ่มเลี่ยวไพรัตน์ มีรายชื่อบุคคลเป็นกรรมการถือเสียงข้างมากกว่าผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างกระทรวงการคลัง ที่ครอบครองหุ้นถึงสัดส่วน 99%

บรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นเป็นการพิจารณาตามข้อกฎหมายล้วนๆ ไม่ได้ใช้ดุลยพินิจ หรือการกระทำในลักษณะอื่น โดยกฎหมายได้กำหนดอำนาจของนายทะเบียนว่าการรับจด หรือเพิกถอนทะเบียน สามารถดำเนินการได้ หากวิธีการและหลักฐานครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ กรณีของการเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการในไออาร์พีซี และบริษัทในเครือ 5 บริษัทก็เช่นกัน ที่ดำเนินการตามข้อกฎหมายทั้งหมด

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2549 บริษัท ไออาร์พีซี ได้ถูกกระทรวงการคลังเข้ามาถือหุ้นใหญ่ผ่านบริษัท ปตท. กองทุนวายุภักษ์ หรือเทกโอเวอร์ผู้ทุนหุ้นรายเดิม คือกลุ่มของประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ที่เหลือสัดส่วนหุ้นเพียง 1% ดังนั้นใน 5 บริษัทย่อย แม้จะเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ก็มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือไออาร์พีซี

แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นแล้ว แต่ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ได้ยื่นต่อศาลล้มละลายกลางว่าการประชุมและมติผู้ถือหุ้นปี 2549 (คำขอที่ 1) และปี 2552 (คำขอที่ 5) ในการเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการของผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลก็ได้ตัดสินเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2554 ว่าการประชุมไม่ชอบด้วยกฎหมายจริง เพราะมติที่ประชุมทั้งสองครั้งเป็นการประชุมฝ่ายเดียว คือผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะตามกฎหมายแล้วการประชุมที่ถูกต้องมี 2 คนขึ้นไป

ดังนั้น เมื่อศาลตัดสินว่ามติที่ประชุม 2 ครั้งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย การขอจดทะเบียนรายชื่อกรรมการจากการประชุม 2 ครั้งนั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและต้องถูกเพิกถอนไปด้วยเช่นกัน เมื่อนายทะเบียนเพิกถอนมติ ที่ประชุมก็ต้องปรับโครงสร้างให้ถูกต้อง โดยนำรายชื่อกรรมการที่ไม่ถูกตัดสิทธิจากคำสั่งศาลมาดูว่าใครมีสิทธิบ้าง และนำมาใส่ในรายชื่อกรรมการทั้งหมดทั้งในไออาร์พีซี และบริษัทย่อย 5 แห่ง ซึ่งในจำนวนนั้นนายทะเบียนไม่ได้มองว่าเป็นกลุ่มของใคร หรือเปลี่ยนแปลงแล้วจะมีอำนาจบริหารจัดการอย่างไร เพราะนายทะเบียนต้องเป็นกลางกับทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผู้คัดค้านว่าคำพิพากษาของศาลล้มละลายกลางยังไม่ถึงที่สุด เพราะทางฝ่ายผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ยื่นฎีกาไปแล้ว ก็ไม่ถือว่ามีเหตุผลให้บรรเทา เว้นแต่จะมีคำสั่งศาลเป็นอย่างอื่น หรือศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ต้องไปยื่น ส่วนกรณีที่นายทะเบียนดำเนินการไปแล้ว หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่เห็นด้วย ก็ต้องไปฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อเพิกถอนคำสั่งได้

บรรยงค์ ย้ำว่า เพื่อให้เกิดความชัดเจนกับทุกฝ่าย เพราะกลุ่มสหภาพได้ยื่นคัดค้านกับทาง รมว.พาณิชย์ ซึ่งที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ได้เข้ามารับเรื่องและจะให้คำตอบภายในสัปดาห์นี้ ดังนั้นกรมจะมีการพิจารณากรณีดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อดูว่าการดำเนินการเพิกถอนและเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียนที่ผ่านมาถูกต้องหรือไม่ หรือมีอะไรขาดตกบกพร่องหรือไม่ และน่าจะได้คำตอบในวันที่17 ก.พ. เบื้องต้นเห็นว่า ได้ดำเนินการตามกฎหมายถูกต้อง ส่วนกรณีที่กลุ่มเลี่ยวไพรัตน์จะเรียกประชุมคณะกรรมการบริษัทในวันที่ 17 ก.พ.นี้ ไม่สามารถให้ความเห็นอะไรได้ และเห็นว่าตามหลักของกฎหมาย ใครที่ถือหุ้นมากถึง 99% น่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้

ด้านจักรวาล เพิ่มญาณวรรธนะ รองประธานสหภาพผู้บริหารไทยเอบีเอส ในเครือไออาร์พีซี กล่าวว่าทาง สหภาพฯ ได้เข้ามายื่นเรื่องคัดค้านตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. เพื่อขอให้นายทะเบียนเปลี่ยนแปลงคำสั่ง เพราะประชัย เลี่ยวไพรัตน์และพวก ได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริษัทในวันที่ 17 ก.พ. โดยส่อเจตนาที่จะครอบงำและดำเนินนิติกรรมทางธุรกิจอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท ซึ่งเห็นได้ว่าวาระการประชุมมีการเปลี่ยนแปลงตราประทับ หรือตราสำคัญของบริษัทและการเปลี่ยนแปลงสำนักงานใหญ่

หากไม่ยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่ง จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท ผู้ถือหุ้น และพนักงาน ซึ่งไออาร์พีซีถือหุ้นในบริษัททั้ง 5 อยู่ 99.99% จึงต้องมายื่นขอความเป็นธรรมต่อ รมว.พาณิชย์ อีกครั้ง เพราะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงกรรมการและผู้มีอำนาจทำการแทนนั้น จะทำได้เฉพาะในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเท่านั้น นายทะเบียนไม่สามารถทำได้ตามอำเภอใจ และแม้แต่ศาลก็ไม่มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการบริษัทได้ ซึ่งการกระทำนี้เป็นไปโดยพลการนอกเหนือคำสั่งศาล

หลังจากนี้ ทางกลุ่มสหภาพฯ จะไปยื่นคุ้มครองฉุกเฉินที่ศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ระงับการกระทำใดๆ ทุกอย่าง รวมทั้งการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้ถือหุ้นใหม่ และการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ในวันที่ 17 ก.พ.นี้ด้วย และจะเดินทางไปมอบหนังสือต่อกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้เข้ามาดูแลปัญหาดังกล่าว เพราะกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในไออาร์พีซีและถือเป็นภาษีของประชาชน  

 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี