
3ปัจจัยหนุนบ้านขยับขึ้น15%
ค่าแรงวัสดุป้องกันน้ำท่วมพร็อพเพอร์ตี้ปรับแผนรับมือ
ค่าแรงวัสดุป้องกันน้ำท่วมพร็อพเพอร์ตี้ปรับแผนรับมือ
พร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟค ชี้ต้นทุนก่อสร้างบ้านปีนี้สูงขึ้น15% ทั้งจากค่าแรงงาน ราคา วัสดุ และการป้องกันน้ำท่วม ต้องเพิ่มงานก่อสร้างด้วยระบบพรีแฟบเป็น 60% หวังลดต้นทุนด้านเวลา เล็งปรับราคาบ้านใหม่ครึ่งปีหลัง 6%
นายชายนิด โง้วศิริมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิดเผยว่า ต้นทุนการก่อสร้างบ้านใหม่ในปีนี้จะปรับสูงขึ้นเฉลี่ย 15% เนื่องจากได้รับผลกระทบจาก 3 ปัจจัย ประกอบด้วย ค่าจ้างแรงงานที่จะปรับสูงขึ้น ราคาวัสดุก่อสร้าง และมาตรการป้องกันโครงการไม่ให้ถูกน้ำท่วม ซึ่งบริษัทได้ลดต้นทุนก่อสร้างลงด้วยการเพิ่มงานก่อสร้างบ้านระบบพรีแฟบจาก 40% เป็น 60%
นอกจากนี้ ได้เตรียมเปิดโรงงานพรีแฟบแห่งที่ 3 ย่านแจ้งวัฒนะในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ และโรงงานที่ 4 ย่านกรุงเทพกรีฑา ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยใช้งบลงทุนโรงงานละ40 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาใช้กับบ้านในระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท เพื่อร่นเวลาก่อสร้างจาก 68 เดือน เหลือ 34 เดือน ส่งผลให้บริษัทลดต้นทุนงาน เพราะส่งมอบบ้านได้เร็วขึ้น รวมถึงแก้ปัญหาแรงงาน แต่ก็คาดว่าในครึ่งปีหลังบริษัทจะปรับราคาขายบ้านขึ้นอีก 6%
นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นอีกในปีนี้ ทำให้ต้องบริหารความเสี่ยงด้านการเงินด้วยการลดค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ ลง ได้แก่ ลดงบลงทุนซื้อที่ดินจากเดิมปีละกว่า 3,000 ล้านบาท เหลือเพียง 2,500 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกจะใช้เพียง 500 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนอีก 2,000 ล้านบาท จะรอดูว่ารัฐบาลจะก่อสร้างโครงการต่างๆ ตามแผนบริหารจัดการน้ำที่ได้ประกาศไว้หรือไม่ หากมีความชัดเจนบริษัทก็จะตัดสินใจซื้อที่ดินเพิ่ม
สำหรับแผนการพัฒนาโครงการใหม่ จะเน้นนำที่ดินสะสมที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 3,000 ไร่ มาพัฒนา โดยปีนี้จะนำมาพัฒนาประมาณ 1,000 ไร่ จำนวน 24 โครงการ มูลค่ารวม 2.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 9 โครงการ มูลค่า 1.11 หมื่นล้านบาท บ้านแฝดและทาวน์เฮาส์ 5 โครงการ มูลค่า 4,100 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 8 โครงการ มูลค่า 7,300 ล้านบาท และหอพักนักศึกษา 2 โครงการ มูลค่า 1,800 ล้านบาท
การซื้อกิจการบริษัท ไดโดมอน กรุ๊ป ล่าสุดได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นบริษัท วีรีเทล และจะเพิ่มทุนอีก 800 ล้านบาท โดยจะขออนุมัติที่ประชุมผู้ถือหุ้นในเดือนเม.ย.นี้ เพื่อดำเนินธุรกิจค้าปลีกและคอมมูนิตีมอลล์ โดยในปีนี้มีแผนพัฒนาคอมมูนิตีมอลล์ 2 โครงการ เมโทร คอมมูนิตี เซ็นเตอร์ หน้าโครงการคอนโดฯ เมโทร พาร์ค สาทร มูลค่า 800 ล้านบาท และโครงการ เมโทร คอมมูนิตี เซ็นเตอร์ สุขุมวิท 77 มูลค่าโครงการรวม 1,040 ล้านบาท
พร้อมทั้งมีแผนพัฒนาค้าปลีกในพื้นที่รัชดา บนที่ดิน 13 ไร่ และบางนา 25 ไร่ ต่อไป โดยแนวทางในการพัฒนาโครงการในช่วง 3 ปีแรก หากโครงการที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,000 ล้านบาท จะพัฒนาเองเป็นหลัก แต่หากโครงการเติบโตได้ดีจะหาผู้ร่วมทุน ซึ่งอาจเป็นนักลงทุนจากสิงคโปร์หรือญี่ปุ่น ต่อไป โดยปัจจุบันบริษัทถือหุ้นในวีรีเทล 88% ซึ่งมีช่องว่างให้ผู้ร่วมทุนเข้ามาถือหุ้นได้อีก
แผนจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 6,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปีนับจากนี้ไปหรือปีละ 2,000 ล้านบาท จะนำโครงการยูนิลอฟท์ ซึ่งเป็นหอพักนักศึกษาแนวคิดใหม่ มาจัดตั้งกองทุน เริ่มจากโครงการแรก ยูนิลอฟท์เชียงใหม่ และ มหิดล ศาลายา มูลค่ารวม 2,200 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้บริษัท สำหรับเป้ายอดขายในปีนี้ตั้งเป้า 1.7 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น 60% สูงสุดตั้งแต่ตั้งบริษัทมายอดขายสว่นใหญ่มาจากคอนโดมิเนียมรวม 9,200 ล้านบาท อีก 7,800 ล้านบาทเป็นยอดขายจากโครงการแนวราบ







