
อยากรู้ไหมว่าคุณเป็นคนช่างสังคมแค่ไหน
สมัยผมเป็นเด็กมัธยม “งานเข้าสังคม” ของเด็กสมัยนั้นจะมีเพียงปีละครั้ง คือ
สมัยผมเป็นเด็กมัธยม “งานเข้าสังคม” ของเด็กสมัยนั้นจะมีเพียงปีละครั้ง คือ
งานเต้นรำของโรงเรียนที่บรรดาหนุ่มน้อยจะแต่งตัวเลียนแบบดาราจากรายการ Saturday Night Fever เพื่อมาพบปะกับสาวๆ ที่นุ่งยีนส์ขากระดิ่ง และงานเต้นรำที่ว่าก็จะมีคุณครูมาคอยดูแลความเรียบร้อยในงาน (หรืออีกนัยหนึ่งคือมาเป็นผู้คุมความประพฤติหนุ่มสาวในงาน)
ย่างเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ของสหัสวรรษใหม่ การเข้าสังคมกลับไม่ใช่เรื่องของสิ่งที่เราทำอีกต่อไป หากแต่เป็นในแง่ที่ว่าเราทำได้ดีเพียงใด ทุกวันนี้สถานภาพทางสังคมของเราน่าจะถูกวัดจากระดับความมากน้อยที่พ่อแม่เราจะสติแตกหากได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่เราโพสต์บนเฟซบุ๊กมากกว่า
มาดูกันดีกว่าครับว่า คุณเป็นคนช่างสังคม/ชอบคบหาผู้คน/ชอบพบปะผู้คนมากแค่ไหน แค่ตอบคำถามต่อไปนี้อย่างตรงไปตรงมา
คุณใช้เวลารับส่งอีเมลมากกว่าใช้เวลากับโซเชียลเน็ตเวิร์กกิงหรือเปล่า? ถ้าคุณตอบว่า “ใช่” คุณก็เป็นคนช่างสังคมน้อยกว่า “คุณสังสรรค์” ผลการสำรวจพฤติกรรมออนไลน์ล่าสุดระบุว่า ผู้บริโภคปัจจุบันใช้เวลาไปกับโซเชียลเน็ตเวิร์กกิงมากกว่าการใช้อีเมลในระดับก้าวกระโดด กล่าวคือ โดยเฉลี่ยแล้ว “คุณสังสรรค์” จะใช้เวลา 8.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไปกับโซเชียลเน็ตเวิร์กกิง ในขณะที่ใช้เวลาเพียง 2.9 ชั่วโมงเพื่อรับส่งอีเมล
คุณใช้เวลาไปกับความบันเทิงด้านมัลติมีเดียมากกว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กกิงหรือเปล่า? หากคุณตอบว่าใช่ คุณก็ไม่ช่างสังคมเท่า “คุณสังสรรค์” เพราะโดยเฉลี่ยแล้ว “คุณสังสรรค์” ใช้เวลา 5.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไปกับมัลติมีเดีย
การสำรวจพฤติกรรมออนไลน์ล่าสุดที่ผมพูดถึงก่อนหน้านี้มีชื่อว่า “ดิจิตอลไลฟ์” ซึ่งเป็นการสำรวจโดยกลุ่มบริษัท ที เอ็น เอส ที่ผมทำงานอยู่ ผลการสำรวจเผยว่า สิ่งที่ผู้คนนิยมทำในโลกออนไลน์มากที่สุดสี่อันดับแรก ได้แก่ การหาความสนุก (55%) แสดงคิดความเห็น (42%) ค้นหาตัวตนของตนเอง (34%) และเสริมสร้างความมั่นใจของตนเอง (34%) อีกทั้ง 1 ใน 3 ของชาวออนไลน์จะอัพโหลดรูปภาพกับวิดีโอคลิปต่างๆ และแสดงความเห็นในบล็อกของคนอื่นหรือแม้แต่เขียนบล็อกของตัวเอง
ไม่น่าแปลกใจหรอกครับที่แบรนด์ต่างๆ จะตระหนักถึงศักยภาพของการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากและเพื่อสร้างความภักดีต่อแบรนด์ อย่างไรก็ตามแบรนด์ควรใช้โซเชียลมีเดียอย่างระมัดระวัง เพราะผลการสำรวจชี้ว่า 57% ของชาวออนไลน์ในประเทศพัฒนาแล้วไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับแบรนด์ในโซเชียลมีเดีย และชาวออนไลน์ในไทยก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน (52%)
ถึงกระนั้นเกือบครึ่งของชาวออนไลน์ทั่วโลกและประมาณ 1 ใน 5 ของชาวออนไลน์ในไทยที่เข้าร่วมการสำรวจ กล่าวว่า ตนมีการแสดงความเห็นในโลกออนไลน์เกี่ยวกับแบรนด์ต่างๆ
มาทำแบบทดสอบกันสักนิด
ตอนนี้คุณมีเพื่อนในเฟซบุ๊กกี่คน? ก.) น้อยกว่า 200 คน หรือ ข.) 200-350 คน หรือ ค.) 350-500 คน จริงๆ แล้วนี่เป็นคำถามหลอก เพราะถ้าคุณเลือกคำตอบข้อใดข้อหนึ่งข้างต้นละก็ คุณยังมีจำนวนเพื่อนน้อยกว่า “คุณสังสรรค์” เยอะเลย เพราะ “คุณสังสรรค์” เขามีเพื่อนในเฟซบุ๊กเฉลี่ย 502 คน ขณะที่วัยรุ่นไทยสมัยนี้มีจำนวนเพื่อนในเฟซบุ๊กโดยเฉลี่ย 873 คนจริงๆ ครับ!
แล้วถ้าคุณอ่านเจอความเห็นเชิงลบเกี่ยวกับแบรนด์สักหนึ่งความเห็น ความเห็นเชิงลบนั้นจะมีส่วนทำให้คุณไม่ซื้อแบรนด์นั้นๆ หรือไม่?
ถ้าคุณตอบว่าใช่ คุณก็เป็น 1 ใน 3 ของผู้บริโภคไทยที่อ้างว่า แม้เพียงความเห็นเดียวที่เป็นเชิงลบเกี่ยวกับแบรนด์ ก็มีผลต่อการตัดสินใจซื้อแบรนด์นั้น นอกจากนี้หากคุณเป็นผู้บริโภคไทยที่เป็นเพศหญิง แนวโน้มที่ข้อมูลหรือความเห็นเชิงลบเกี่ยวกับแบรนด์จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของคุณจะเพิ่มขึ้นเป็น 37%
และท้ายสุดนี้ พฤติกรรมที่จะช่วยยกระดับทางสังคมในรูปแบบใหม่ หากอ้างอิงจากผลการสำรวจ “ดิจิตอลไลฟ์” ที่ระบุไว้จะพบว่า มีอยู่ 4 ประการ คือ การขยายเครือข่ายของตนเอง (70%) การส่งข่าวสารให้ผู้อื่นทราบ (69%) การต่อติดกับผู้อื่น (67%) และการเข้าถึงผู้อื่นอย่างใกล้ชิด (63%)
พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนถึงการที่คนไทยส่วนใหญ่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ “ดิจิตอลไลฟ์”เรียกว่าเป็นกลุ่ม Influencers และกลุ่ม Communicators ซึ่งคนสองกลุ่มนี้เป็นผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมการออนไลน์อย่างสม่ำเสมอเพื่อแบ่งปันหรือแสดงความคิดเห็น และเป็นกลุ่มที่คิดว่าค่ำคืนที่สนุกสนานหมายถึงการอยู่ดึกเพื่อแท็กเพื่อนๆ ในรูปที่ถ่ายจากปาร์ตี้ที่เพิ่งไปมา







