
เปิดแหล่งเงินจ่ายหนี้กองทุนฟื้นฟู
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กล่าวว่า แนวทางการแก้ไขหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.14 ล้านล้านบาท
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กล่าวว่า แนวทางการแก้ไขหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.14 ล้านล้านบาท
จากนี้ไปน่าจะดำเนินไปได้ด้วยดี เพราะมีช่องทางหารายได้ถึง 4 ช่องทาง คือ 1.เก็บค่าธรรมเนียมเงินฝาก 0.47% ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การปรับปรุงหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555
2.มีรายได้จากการบริหารสินทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน ส่วนที่ 3.มีรายได้จากการบริหารเงินทุนสำรองในบัญชีผลประโยชน์ทุนสำรองเงินตรา ตาม พ.ร.ก. มาตรา 7 (2) ที่ให้นำกำไรในบัญชีผลประโยชน์ทุนสำรองเงินตรา (ถ้ามี) นำไปลดหนี้เงินต้นได้
หมายความว่า ถ้าปีไหนบริหารเงินทุนสำรองมีกำไรก็จะไปอยู่ในบัญชีสำรองพิเศษ หรือคลังหลวง แต่ขาดทุนจะใส่เข้าไปในบัญชีผลประโยชน์ทุนสำรองเงินตรา ซึ่งถ้าปีไหนค่าเงินบาทแข็งก็อาจจะขาดทุนทางบัญชีและอาจจะไม่มีกำไรไปใช้หนี้ เพราะก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยหารือร่วมกับคณะลูกศิษย์หลวงตามหาบัวแล้ว เพื่อจะแก้ไขการลงบัญชีใหม่ ให้สามารถนำกำไรมาใช้ได้ แต่คณะลูกศิษย์หลวงตามหาบัว ไม่เห็นด้วย จึงไม่มีการแก้ไขเรื่องนี้
แต่อย่างไรก็ตามปี 2554 ที่ผ่านมา ธปท.สามารถนำส่งกำไร 9,000 ล้านบาท ให้กระทรวงการคลังนำไปตัดหนี้เงินต้นกองทุนฟื้นฟูฯ ได้
และ 4. พ.ร.ก.มาตรา 7 (1) กำหนดให้นำกำไรจากการบริหารจัดการของ ธปท.เอง นำไปชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ได้ด้วย เพียงแต่รายได้จากส่วนนี้อาจจะหวังพึ่งไม่ได้มากนัก เนื่องจากในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา ค่าเงินผันผวนมาก ทำให้ ธปท.มีภาระเข้าไปดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทมาก จึงไม่มีกำไรนัก
“แต่ถึง ธปท.เราจะต้องทำหน้าที่ดูแลหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ด้วย ต้องหารายได้มาชำระหนี้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้บทบาทการเป็นธนาคารกลางต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะ ธปท.มีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายการเงินเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่กำไร ถึงในการบริหารทุนสำรองเราจะอยากได้ผลตอบแทนที่ดี ภายใต้ความเสี่ยงในระดับที่รับได้ ไม่เป็นอันตรายกับประเทศ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องปรับบทบาทตัวเอง” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว
“ตามประมาณการใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ น่าจะจบภายใน 24 ปี แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้ถ้าเงินฝากเพิ่มตามสมมติฐาน เพราะถ้าเงินฝากเพิ่มก็จะเก็บเงินได้มากขึ้น หรือถ้าดอกเบี้ยในตลาดลดลง ภาระดอกเบี้ยที่จะจ่ายก็น้อยลง ทำให้อาจจะพิจารณาเก็บเงินในอัตรา 0.47% ใหม่ได้ ซึ่งทุก 3 ปี เราจะมาทบทวนกันใหม่ ซึ่งอัตราเก็บเงินต่อไปน่าจะลดลง” ประสาร กล่าว
ทั้งนี้ ฐานเงินฝากตามนิยามที่ต้องเก็บ 0.47% คือ เงินฝาก ตั๋วแลกเงิน (ตั๋วบี/อี) และหุ้นกู้ระยะสั้นของระบบธนาคารพาณิชย์ ยกเว้นหุ้นกู้ด้อยสิทธิระยะยาวที่ธนาคารพาณิชย์ตั้งใจจะออกมาเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 2 จะไม่เข้าข่ายเรียกเก็บ 0.47% เพราะไม่ใช่เงินฝาก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ตั้งใจออกหุ้นกู้เหล่านี้มาเป็นทุน ซึ่งเงินฝากและตั๋วบี/อีในระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นปี 2554 ที่ผ่านมามีประมาณ 9.4 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นเงินฝาก 7.9 ล้านบาท และตั๋วบี/อี 1.5 ล้านบาท ขณะที่เงินฝากของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมีประมาณ 3 ล้านล้านบาท
การเพิ่มขึ้น 0.07% จากที่เก็บเงินนำส่งเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก 0.4% เพื่อเป็น 0.47% นั้น ธนาคารไม่ควรใช้เป็นเหตุผลที่จะผลักภาระมาให้ประชาชนเพิ่มอีก เพราะอัตราที่เพิ่มขึ้นนั้นถือว่าน้อยมาก ที่สำคัญยังเก็บจากธนาคารรัฐในอัตราเท่ากันด้วย เพียงแต่เอาที่เก็บจากธนาคารรัฐไปไว้ในกองทุนพัฒนาประเทศ ไม่ได้นำมาใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งช่วยให้ปัญหาการแข่งขันที่ลักลั่นระหว่างธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐได้
นอกจากนี้ เงินที่เก็บจากธนาคารรัฐนี้แม้จะเก็บไว้เพื่อใช้กรณีอื่นๆ แต่ถ้า ธปท.ต้องการใช้หรือมีปัญหาเงินมาชำระหนี้ไม่เพียงพอใช้หนี้ในแต่ละปี ก็สามารถขอใช้เงินก้อนนี้ได้ แต่จะขอเป็นกรณีๆ ไป ดังนั้นระบบธนาคารพาณิชย์ไม่ควรจะเปลี่ยนส่วนต่างดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่ายสุทธิ (NIM) จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.9% ที่คำนวณรวมต้นทุนเงินนำส่ง 0.47% เข้าไปแล้วให้เพิ่มขึ้นอีก
อัตราที่เรียกเก็บ 0.47% เป็นอัตราที่ ธปท.และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง และสมาคมธนาคารไทยเห็นชอบร่วมกันว่าจะกระทบต่อระบบธนาคารพาณิชย์น้อยที่สุด และดูเหมือนว่าอัตราที่เก็บ 0.47% จะเพิ่มขึ้นจาก 0.4% เพียง 0.07% เพิ่มขึ้นไม่มาก แต่อย่าลืมว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเงินนำส่งของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ระบบธนาคารไทยเราเก็บมากกว่า โดยเก็บ 0.4% ซึ่งมากกว่าเพื่อน และเพิ่มเป็น 0.47% ยิ่งมากขึ้นไปอีก ดังนั้น ถ้าจะดูแลให้ธนาคารพาณิชย์ไทยแข่งขันได้ก็ควรจะทำให้อัตราเก็บเงินนี้ลดลง ซึ่งที่ประเมินไว้ในอีก 3 ปีข้างหน้า ที่เราจะมาทบทวนกันว่าอัตราเก็บเงินน่าจะลดลงได้
“ถ้าดอกเบี้ยในตลาดลดลงและเงินฝากเพิ่มขึ้น ก็น่าจะลดอัตราเก็บลงจาก 0.47% ได้ ส่วนทิศทางดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินจะปรับลดลงไปในทิศทางเดียวกับนโยบายการเงินหรือดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่นั้น เราเชื่อว่าเราจะดูแลจัดการดอกเบี้ยในตลาดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายการเงินได้ เพราะ ธปท.มีหน้าที่ดูแลตลาดการเงินซึ่งเชื่อมโยงกัน ตอนนี้ธนาคารจะระดมเงินฝากมาปล่อยกู้ในตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะสั้น 1 วัน (อาร์พี) ซึ่ง ธปท.ต้องกู้หรือดูดสภาพคล่องในอาร์พีทุกวัน ถ้าดอกเบี้ยที่เราให้ต่ำแต่ดอกเบี้ยเงินฝากสูง เขาก็จะขาดทุน เดี๋ยวธนาคารเขาก็จะค่อยๆ ไปลดดอกเบี้ยเงินฝากลงเอง อีกอย่างคือสภาพคล่องก็มีสูง” ประสาร กล่าว
สำหรับการชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ที่จะครบกำหนดจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นในปีนี้นั้น ในส่วนดอกเบี้ยคลังได้ตั้งงบประมาณปี 2555 จ่ายดอกเบี้ย 6.8 หมื่นล้านบาทให้แล้ว ส่วนพันธบัตรซึ่งเป็นเงินต้นที่จะครบกำหนดเดิม กระทรวงการคลังจะรับผิดชอบจ่ายแทนให้ถึงเดือน มิ.ย. 2555 แต่ที่คุยกันใหม่นั้น กระทรวงการคลังจะรับจ่ายให้ไปก่อนในปีงบประมาณ 2555 ซึ่งจะไปสิ้นสุดในเดือน ก.ย. 2555 จากนั้นเริ่มจากเดือน ต.ค. 2555 ธปท.ก็จะเข้าไปดูแลจัดการใช้หนี้เอง ซึ่งในช่วงปี 2555 ที่จะเก็บเงิน 0.47% จากฐานเงินฝากในช่วงเดือน ก.ค.ธ.ค. 2555
คาดว่าจะได้เงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่ง ธปท.จะเก็บไว้ก่อน เพื่อเริ่มไปใช้หนี้ในงวดบัญชีปี 2556 ที่จะเริ่มในเดือน ต.ค. 2555 ซึ่งน่าเพียงพอที่จะจ่ายชำระดอกเบี้ยในงวดช่วง 3 เดือนหลังปีงบประมาณ 2555 ได้
ส่วนในปี 2556 ที่คาดว่าจะเก็บเงินได้ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท รวมกับเงินรายได้จากการบริหารสินทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่จะมาสมทบด้วย น่าจะทำให้มีเงินเพียงพอที่จะชำระดอกเบี้ยและเงินต้นในปีนั้นได้ เพราะเมื่อกระทรวงการคลังชำระหนี้พันธบัตรที่จะครบกำหนดชำระเงินในเดือน ก.ย. ในวงเงินประมาณ 2.6 แสนล้านบาทแล้ว ภาระดอกเบี้ยที่เคยจ่ายสูงถึง 6% กว่าจะลดลงและทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายในปีต่อๆ ไปลดลงได้ด้วย เพราะการออกพันธบัตรใหม่ดอกเบี้ยน่าจะต่ำลง เห็นได้จากตลาดพันธบัตรอายุ 10 ปี ในขณะนี้ดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 3% กว่าๆ นั้น จึงคาดว่าภาระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยจะลดลงได้ค่อนข้างมาก และยิ่งชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยลดลงเรื่อยๆ ภาระหนี้จะยิ่งลดลงได้มากขึ้นด้วย
ประสาร กล่าวว่า ในการคุ้มครองเงินฝากที่กระทรวงการคลังอยากให้พิจารณาคุ้มครองสูงกว่า 1 ล้านบาทต่อบัญชี ตามที่กฎหมายกำหนดให้สูงขึ้นนั้น ถึงที่สุดท้ายแล้วการคุ้มครองเงินฝากจะเป็นวงเงินเท่าไร อยู่ที่ความเห็นชอบและนโยบายของกระทรวงการคลังเป็นสำคัญ







