
ความสุขเพิ่มขึ้น14%
สวัสดีครับทุกท่าน ผมเชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจที่ดีตัวหนึ่ง ดังนั้น
สวัสดีครับทุกท่าน ผมเชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจที่ดีตัวหนึ่ง ดังนั้น
การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นไทยรวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลกในปี 2555 นี้ จึงน่าจะเป็นสัญญาณบอกล่วงหน้าได้ว่าเศรษฐกิจโลกในอนาคตกำลังจะฟื้นตัว และเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวคนทั่วไปก็น่าจะมีความสุขเพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบระดับดัชนีหุ้นไทยวันที่ 14 ก.พ. 2555 กับวันที่ 14 ก.พ. 2554 พบว่า ดัชนีหุ้นไทยเพิ่มขึ้น 14% ดังนั้น ผมขอทึกทักเอาเองละกันนะครับว่า นักลงทุนไทยมีความสุขในวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 14% ด้วย
บทความของผมในวันนี้ อยากจะนำเสนอความเห็นเกี่ยวกับภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นไทยเป็นอิทธิพลของเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก ถึงแม้ว่าบางวันดัชนีฯ จะมีความผันผวนอยู่บ้างก็ตาม เนื่องจากอยู่ในช่วงรอความชัดเจนเกี่ยวกับเงินกู้รอบที่ 2 ของกรีซ แต่แนวโน้มยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยคาดว่าปี 2555 มีโอกาสที่ดัชนีฯ จะเพิ่มขึ้นได้ถึง 1,200–1,300 จุด โดยการที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรงวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ผมคิดว่ามีเหตุผลหลัก คือการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นออกมาตรการซื้อพันธบัตรรอบใหม่มูลค่ารวม 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (หากนับรวมตั้งแต่เริ่มต้นมาตรการครั้งแรกมีมูลค่ารวมกัน 8.37 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งหมายถึงปริมาณเงินในระบบจะเพิ่มขึ้นอีก ในขณะที่สิ้นเดือนนี้ ธนาคารกลางยุโรปมีโอกาสอัดฉีดสภาพคล่องเข้ามาในระบบเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 6.55 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่ต้นปี SET Index ปรับตัวขึ้นมาแล้วเกือบ 10% แต่หากย้อนไปนับตั้งแต่ดัชนีต่ำสุดในเดือน ต.ค. 2554 พบว่าดัชนีฯ ปรับตัวขึ้นมาแล้วเกือบ 30% ซึ่งในทางทฤษฎีถือว่าตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะกระทิง (Bull Market) เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นนักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่ในช่วงนี้ จึงต้องอดทนหากตั้งใจจะลงทุนในระยะยาว ทั้งนี้สามารถที่จะแบ่งพอร์ตบางส่วนขายทำกำไรออกมาบ้างเพื่อลดต้นทุนหุ้นที่ถือครองอยู่ เพื่อจะได้สามารถทนต่อความผันผวนของดัชนีฯ ได้
หากประเมินโดยคร่าวๆ พบว่า ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2554 นักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิเข้ามาในรอบนี้น่าจะมีต้นทุนอยู่บริเวณ 1,030 จุด หรือมีกำไรอยู่ประมาณ 8% ซึ่งก็ถือว่ายังไม่ได้สูงมากจนถึงขั้นทำให้นักลงทุนต่างชาติต้องรีบขายทำกำไร
สำหรับกลุ่มที่มีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่นในช่วงนี้ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร +9% จากต้นปี และกลุ่มปิโตรเคมี +19% (ใช้ราคาปิดวันที่ 14 ก.พ.) ดังนั้นสัปดาห์นี้ผมจึงอยากจะแสดงความเห็นต่อแนวโน้มของหุ้นทั้งสองกลุ่มดังนี้ ครับ
กลุ่มธนาคาร
การฟื้นตัวของราคาหุ้นกลุ่มธนาคารในช่วงสัปดาห์นี้ เกิดจากการที่นักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่กลับมามีมุมมองในเชิงบวกต่อกลุ่มธนาคารมากขึ้น เนื่องจากประเมินว่า ความเสี่ยงของผลกระทบที่เกิดจากน้ำท่วมปลายปี 2554 น้อยกว่าคาดการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการเพิ่มค่าธรรมเนียมเป็น 0.47% ของฐานเงินฝาก ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 0.50.6% และที่ดีไปกว่านั้น คือ การที่รัฐบาลให้จัดเก็บค่าธรรมเนียม 0.47% ของฐานเงินฝากจากธนาคารของรัฐบาลด้วย ซึ่งประเด็นนี้ถือว่าช่วยลดความรุนแรงของการแข่งขันด้านเงินฝากระหว่างธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐบาล
ทั้งนี้ หลังจากมีความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนโยบายการเก็งค่าธรรมเนียม ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยของ SCBS ได้มีการปรับประมาณการกำไรสุทธิในปี 25552556 เพิ่มขึ้น 2% และ 4% จากประมาณการเดิม ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของธนาคารขนาดกลางเล็ก
สำหรับหุ้นแนะนำในกลุ่มธนาคาร ได้แก่ BBL (ราคาเหมาะสม 194 บาท) และ KBANK (ราคาเหมาะสม 157 บาท) กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร ผมแนะนำว่ารอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวดีกว่าครับ
กลุ่มปิโตรเคมี
กลุ่มนี้มีหุ้นหลักๆ อยู่ 2 หุ้น คือ PTTGC และ IVL โดยหุ้น PTTGC ปรับตัวขึ้นมาแล้วประมาณ 16% ส่วน IVL เพิ่มขึ้นถึง 32% หากนับจากต้นปี 2555 ทั้งนี้รายงานสถานการณ์ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีฉบับล่าสุดของ SCBS สรุปว่า ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีนับตั้งแต่ต้นปี 2555 จนถึงสัปดาห์ล่าสุดยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะหลังจากเทศกาลตรุษจีนผ่านพ้นไป ราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์หลักๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 34% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ทั้งนี้ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นก็มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากราคาแนฟทาปรับเพิ่มขึ้น 5% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ส่งผลทำให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีปรับตัวแคบลง 110% จากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเฉพาะโพรพิลีน ซึ่งราคาไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ราคา HDPE ที่สูงขึ้น (+3% จากสัปดาห์ก่อนหน้า) จะส่งผลดีต่อ PTTGC อย่างต่อเนื่อง เพราะบริษัทซื้อก๊าซจาก PTT โดยใช้สูตรราคา Netback ทั้งนี้ นักวิเคราะห์กลุ่มปิโตรเคมีของ SCBS คาดว่า ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องก่อนการหยุดซ่อมบำรุงตามฤดูกาลในช่วงปลายไตรมาสแรก ปี 2555 ปัจจัยนี้กระตุ้นให้ผู้ซื้อกลับมาจัดเก็บสต๊อกเพิ่มตั้งแต่สิ้นเดือน ม.ค. 2555
นอกจากนี้ ราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ทั้งพาราไซลีนและเบนซีนก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์เทียบกับต้นทุนแนฟทาปรับตัวลดลง โดยเฉพาะส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เบนซีนปรับตัวลดลงมากถึง 13% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ทำให้เชื่อว่าแนวโน้มเช่นนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องในสัปดาห์ต่อๆ ไป เนื่องจากโรงงาน PTA จะกลับมาเดินเครื่องผลิตหลังจากหยุดการผลิตไปเป็นเวลานานตั้งแต่ปลายปีก่อน ทำให้ยังคงชอบผู้ผลิตพาราไซลีน อย่าง TOP PTTGC และ ESSO ซึ่งน่าจะได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นในปี 2555
ด้านผลิตภัณฑ์ของ IVL ในสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่าดีเช่นกัน เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ Integrated PET/PTA เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากถึง 7.6% จากสัปดาห์ก่อนหน้า สู่ระดับ 335 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพราะราคา PTA กับ PET สูงขึ้น และราคา MEG ลดลง แต่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ Integrated PET/PTA ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับระดับเฉลี่ย 441 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ SCBS แนะนำซื้อทั้ง PTTGC และ IVL ด้วยราคาที่เหมาะสมเท่ากับ 105 และ 46 บาท ตามลำดับ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ แนะนำว่าควรใช้ซื้อแบบเก็งกำไรระยะสั้นมากกว่าการถือลงทุนระยะยาว เนื่องจากธุรกิจมีความผันผวนมาก โดยควรเริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในช่วงปลายไตรมาสแรก ปี 2555
ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ







