
ไม่หวั่นพิษสงแบงก์ยุโรป
ธปท.แจงปล่อยกู้ลงทุนน้อยธนาคารไทยคุมความเสี่ยงได้
ธปท.แจงปล่อยกู้ลงทุนน้อยธนาคารไทยคุมความเสี่ยงได้
ธปท.การันตีปัญหาสถาบันการเงินยุโรปลุกลามจนถูกลดเครดิต กระทบธนาคารไทยและมีธุรกรรมกันน้อยมาก ไม่จำเป็นต้องจำกัดการทำธุรกรรม
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้ติดตามปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป ที่เริ่มขยายผลลุกลามและมีความเสี่ยงที่มากขึ้น จนทำให้เกิดการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารในยุโรปนั้น ยังไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อฐานะของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย เนื่องจากข้อมูลตัวเลขการไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องมีน้อยมาก
นายเกริก กล่าวว่า หากพิจารณาจากปริมาณสินเชื่อที่ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวกับยุโรปก็มีน้อยมากเพียงแค่ 0.4% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบที่มีอยู่ประมาณ 9.8 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาทเศษ ทำให้ปัญหาสถานการณ์ในยุโรปที่จะมากระทบสถาบันการเงินไทยไม่น่าเป็นห่วงมากนัก
“เรื่องนี้เราได้ติดตามดูและมีการตรวจสอบจำนวนของเงินฝาก การปล่อยสินเชื่อ และการลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวกับไทย พบว่า ฝากเงิน การลงทุนในสินทรัพย์ สินเชื่อมีน้อยมาก และยิ่งเจาะเข้าเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรปที่มีปัญหาหนี้ ก็พบว่าสถาบันการเงินไทยปล่อยกู้ที่เกี่ยวข้องกับประเทศเหล่านี้น้อยมากเพียง 0.0005% ของสินเชื่อรวมเท่านั้น” นายเกริก กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 ก.พ. สถาบันการจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ปรับลดอันดับเครดิตและปรับคาดการณ์เครดิตติดลบของชาติยุโรปลงรวม 9 ประเทศ พร้อมเตือนว่าความเสี่ยงของวิกฤตหนี้กลุ่มยุโรปกำลังเพิ่มขึ้น
นายเกริก กล่าวว่า ธปท.ยังไม่เห็นว่าสถานการณ์นี้จะถึงขั้นที่ธนาคารของไทยเราต้องไปหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมกับธนาคารเหล่านี้ เพียงแต่การทำธุรกรรมของเราก็ต้องมีระบบการตรวจสอบ และเท่าที่เราดูการทำธุรกรรมของธนาคารในไทยเรากับธนาคารต่างประเทศในลักษณะคู่ค้า เราจะทำเฉพาะกับธนาคารต่างชาติที่มีสาขาในไทย ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบธนาคารเหล่านี้ยังมีฐานะที่ดี ทั้งบริษัทลูกในไทยและบริษัทแม่ในต่างประเทศ จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปจำกัดการทำธุรกรรมหรือหลีกเลี่ยงเป็นพิเศษ แต่จะทำธุรกรรมหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของธนาคารพาณิชย์เอง
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลต้นทุนเงินฝากของธนาคารรัฐพบว่าปัจจุบันต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์มาก อาทิ ธนาคารออมสิน ซึ่งมีเงินฝากของเด็กจำนวนมาก ส่วนธนาคารพาณิชย์นั้น ปรากฏว่าธนาคารกรุงไทยมีต้นทุนเงินฝากต่ำที่สุด เนื่องจากมีเงินฝากเผื่อเรียก ไม่มีดอกเบี้ยจ่ายสูงถึง 8% ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารกสิกรไทยมีสัดส่วนแค่ 5% ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้นั้นปรากฏว่าใกล้เคียงกัน
ส่วนกรณีที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะเก็บในอัตรา 0.47% ของเงินฝากนั้นคำนวณตามหลักวิชาการ และกำหนดชำระหมด ใน 24 ปี ภายใต้สมมติฐานต่างๆ เช่น เงินฝากของธนาคารพาณิชย์มีอัตราการเติบโต 4% และพันธบัตรเก่าที่มีดอกเบี้ย 6.5% จะค่อยๆครบอายุ และรัฐบาลจะออกพันธบัตรใหม่ คาดว่าดอกเบี้ยจะสอดคล้องกับดอกเบี้ยนโยบายประมาณ 3% ซึ่งในช่วงแรกเงินสมทบที่จ่ายเพิ่มขึ้น อาจจะไม่เพียงพอกับดอกเบี้ยจ่ายปีละ 6 หมื่นล้านบาท แต่จะหาเงินจากที่อื่นมีอุดหนุน เช่น ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟู ฯ
“ธนาคารพาณิชย์อยากจะให้เก็บเงินสั้นกว่า 24 ปี เพราะวิกฤตการณ์อาจจะเกิดเร็วกว่า 24 ปี ซึ่งจริงๆแล้ว อาจจะไม่ต้องจ่ายเงินนานถึง 24 ปีก็ได้ เนื่องจากเงินฝากของธนาคารพาณิชย์อาจจะสูงกว่า 4% หากพิจารณาจากเศรษฐกิจที่โตได้ 45% และเงินเฟ้อไม่มากนัก ซึ่งระบบธนาคารจะเติบโตล้อกับเศรษฐกิจ แต่เห็นด้วยที่จะต้องรีบลดภาระส่วนนี้ เพราะระบบธนาคารพาณิชย์จะมีลูกตุ้มถ่วงอยู่”นายประสารกล่าว







