
โต้งเจอศาลรธน.จัดหนักซักออกพรก.เพื่ออะไร
กิตติรัตน์ เริ่มต้นยอมรับว่า ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท
กิตติรัตน์ เริ่มต้นยอมรับว่า ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
กิตติรัตน์ เริ่มต้นยอมรับว่า ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท และสามารถกู้เงินได้เพิ่มขึ้นเพราะหนี้สาธารณะยังไม่ถึง 60% ของจีดีพี แต่ถ้าเราไม่มีการจัดการอะไรและมีความจำเป็นต้องกู้เงินอยู่จะส่งผลให้มีหนี้สาธารณะถึง 50% โดยในนั้นจะมีหนี้ส่วนหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ คือหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จำนวน 1.14 ล้านบาท จึงเล็งเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ควรมีการจัดบริหารหนี้ส่วนนี้อย่างเป็นระบบ เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยมีการบอกว่าจะลดหนี้ก้อนนี้อย่างไร
หนี้ส่วนนี้เป็นของประเทศไม่มีความประสงค์ยัดเยียดให้เป็นหนี้ของหน่วยงานใดเพียงลำพัง ส่วนการลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนสถาบันคุ้มครองเงินฝาก กระทรวงการคลังได้ปรึกษากับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว โดยเล็งเห็นว่าสถาบันการเงินของไทยในเวลานี้มีความเข้มแข็งภายใต้การดูแลของ ธปท. จนเงินในกองทุนของสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีสูงกว่า 8 หมื่นล้านบาท จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอาเงินจำนวนมากขนาดนั้นไปกองเอาไว้ ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากก็ยังเปิดโอกาสให้สามารถกลับมาเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้อยู่แล้วในอัตราไม่เกิน 1%
ก่อนหน้านี้ได้เคยมีการหารือกับ ธปท. กระทรวงการคลัง ธนาคารพาณิชย์ว่าอัตราการเรียกเก็บหากไม่เก็บเงินค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมไม่เกิน 0.52% จะไม่มีผลกระทบจนทำให้ธนาคารพาณิชย์ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หรือเป็นเหตุให้กำไรของธนาคารพาณิชย์ลดลงส่งผลให้ผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหาย ซึ่งกรณีนี้เรียกเก็บเพียง 0.47% เท่านั้น
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซักว่า เมื่อมีการโอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ไปให้ ธปท.รับผิดชอบ หนี้ส่วนนี้ยังไม่พ้นความเป็นหนี้สาธารณะใช่หรือไม่
กิตติรัตน์ : ยังเป็นหนี้สาธารณะ
วสันต์ : หมายความว่าการจะกู้เงินตาม พ.ร.ก.สองฉบับที่ผ่านไปแล้ว (พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. 2555 และ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. 2555) รวมไปถึง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ 3.5 แสนล้านบาทด้วย จำเป็นต้องผลักภาระการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นของหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ไปให้พ้นก่อนถูกต้องหรือไม่เพื่อให้ภาระงบประมาณรายจ่ายในเรื่องนี้ลดลง
กิตติรัตน์ : ทำให้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องตั้งงบประมาณในปีงบประมาณ 2556 ต้องชำระดอกเบี้ยในส่วนนี้ เพราะ ธปท.จะเป็นผู้ดูแล และการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมงวดแรกจะเริ่มในวันที่ 31 ก.ค. 2555 ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีความพร้อมในการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมไปสมทบกับผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เพราะมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มีทรัพย์สินที่ดูแลอยู่ส่วนหนึ่งและสามารถทำให้เกิดผลตอบแทนในจำนวนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินเอาไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี
วสันต์ : ตามหลักฐานที่ปรากฏรัฐบาลเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 เข้าสู่สภาฯ ในเดือน พ.ย. 2554 หลังจากนั้นมีช่วงเวลาปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไปจนถึงปลายเดือน ธ.ค. ทำไมรัฐบาลไม่พิจารณาออก พ.ร.ก.ในช่วงนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหาว่าชิงออก พ.ร.ก.ทั้งๆ ที่สภาเปิดสมัยประชุมอยู่ เพราะถ้าออก พ.ร.ก.ช่วงสภาปิดเสียงครหาจะน้อยกว่านี้
กิตติรัตน์ : สิ่งที่ดำเนินการไม่ได้คำนึงถึงแนวคิดทางการเมืองเป็นหลัก แต่เป็นการดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นใจทางเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาได้พูดต่อสาธารณชนหลายครั้งว่าการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอุทกภัยซ้ำมีความจำเป็นต้องลงทุนด้วยเงินหลายแสนล้านบาท และคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาความเสียหายจากการสำรวจของธนาคารโลกและสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดังนั้น เรื่องเงื่อนเวลาจึงไม่คำนึงว่าถ้าจะไปเร่งตรงนั้นแล้วจะเกิดผลประโยชน์ที่ดีกว่าในทางการเมืองอย่างไร
วสันต์ : ถ้าออก พ.ร.ก.ช่วงปิดสภาฯ จะมีข้อแก้ตัวได้แต่การที่มาออก พ.ร.ก.ทั้งๆ ที่สภาเปิดอยู่เหมือนไม่ให้ความเคารพฝ่ายนิติบัญญัติเลย ตรงนี้ทำไมไม่คิดออกตั้งแต่ตอนนั้น เพราะอุทกภัยก็เห็นๆ กันอยู่ กว่าจะถึงสิ้นปี 2554 น้ำในบางแห่งก็ยังไม่แห้ง ซึ่งเห็นสภาพความเสียหายและวิธีการป้องกันมาตั้งแต่ต้นแล้ว กรุณาตอบว่า ทำไมตอนนั้นจึงไม่คิดในช่วงเดือน ธ.ค. 2554 ทั้งเดือน
กิตติรัตน์ (ถอนหายใจ) : การดำเนินการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ได้มีการประชุมระดับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ซึ่งการที่ทำให้เกิดกรอบที่ชัดเจนว่าเรามีความจำเป็นจะต้องลงทุนด้วยวงเงินงบประมาณเท่าไหร่มีความจำเป็นที่ต้องมีคำอธิบาย ถ้าเราเร่งดำเนินการอะไรถ้ายังไม่เกิดความแน่ชัดว่าจะเป็น 3.5 แสนล้านบาท หรือตัวเลขอื่นๆ และเสนอตัวเลขสูงเกินความจำเป็นจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญเสียความเชื่อมั่นได้เพราะมองว่ารัฐบาลชุดนี้อยากจะใช้เงินฟุ่มเฟือย หรือการเสนอตัวเลขต่ำไปและในที่สุดต้องมาแก้ไขในภายหลังย่อมจะสูญเสียความเชื่อมั่นอีก และการเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2554 ไม่ได้มีความเข้าใจหรือความชำนาญในเรื่องของการเสนอในช่วงสภาปิดหรือสภาเปิดแต่อย่างใด
บุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซักว่า : พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ อยากทราบว่ามีความเชื่อมโยงอย่างไรกับแผนบริหารจัดการน้ำ
กิตติรัตน์ : ได้ชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้เห็นว่าการที่ พ.ร.บ.งบประมาณ 2555 มีความล่าช้าและดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล 4 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับเงินที่ต้องลงทุนระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาทและกองทุนประกันภัยพิบัติ 5 หมื่นล้านบาท เรากำลังดำเนินการเพื่อให้สอดรับกับงบประมาณ 2556 ที่เริ่มในเดือน ต.ค. 2555 และต้องกู้เงินตามความจำเป็น 1 ล้านล้านบาท ซึ่งการที่มียอดเงินสูง 1 ล้านล้านบาทและมาเป็นหนี้สาธารณะเพิ่มเติม หากไม่มีการดูแลหนี้สาธารณะเดิม 4.2 ล้านล้านบาทเพื่อให้ชำระหนี้ได้จะเป็นปัญหา และถ้าในปี 2556 ดำเนินการล่าช้าจนนำไปสู่การตั้งงบประมาณเพื่อจ่ายดอกเบี้ยให้กับหนี้ 1.14 ล้านล้านบาทอีก จะส่งผลกระทบต่อเป็นลูกโซ่ถึงวินัยการเงินการคลังในเรื่องของความตั้งใจลดการขาดดุลลงมา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซักว่า : การระบุว่าจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 0.47% และชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เพื่อมารับภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ซึ่งการที่ระบุว่าถ้าการจัดเก็บไม่ถึง 0.52% จะไม่ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ฝากเงินและผู้กู้ คำนวณจากอะไร และการไม่ตั้งงบประมาณในปี 2556 เพื่อชำระดอกเบี้ยในหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ซึ่งการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมงวดแรกจะเริ่มในวันที่ 31 ก.ค. 2555 จึงสงสัยว่า ถ้าเสนอเป็น พ.ร.บ.เข้ามาจะทันกับช่วงเวลาที่จะได้เงินค่าธรรมเนียมในเดือน ก.ค. 2555 หรือไม่
กิตติรัตน์ : ตัวเลขดังกล่าวอ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ภายใต้ข้อสมมติว่าการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและเงินฝากของธนาคารยังคงยืนอยู่จุดเดิม อย่างไรก็ตาม ในปี 2555 รัฐบาลได้ประกาศชัดเจนว่าจะปรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเพียง 23% ทำให้ผลกำไรสุทธิก็ยังคงเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นในอัตราของการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 0.47% ผู้กู้ยังจ่ายดอกเบี้ยเหมือนเดิม ผู้ฝากยังรับดอกเบี้ยเหมือนเดิม ผู้ถือหุ้นที่รอรับเงินปันผลจะมีผลกำไรเพิ่มขึ้นเล็กน้อยด้วยซ้ำ และถ้ากระบวนการจัดทำ พ.ร.บ.ต้องใช้เวลานานจนทำให้รัฐบาลไม่สามารถชี้แจงกับผู้เกี่ยวข้องและนำไปสู่การตั้งงบประมาณปี 2556 เพื่อดูแลดอกเบี้ยในหนี้ 1.14 ล้านล้านบาท ต่อไปย่อมเกิดความสงสัยว่าหนี้ส่วนนี้ จะไม่เป็นหนี้ที่ไม่เป็นภาระต่องบประมาณได้หรือไม่ ในทางกลับกันถ้าดำเนินการ พ.ร.ก.จะช่วยให้รัฐบาลไม่ต้องดำเนินการตั้งงบประมาณจ่ายดอกเบี้ยส่วนนี้ในปีงบประมาณ 2556







