
ไทยประกันพึ่งตัวแทนยอดโต42%
ไทยประกันชีวิตตั้งเป้าเบี้ยใหม่ทะลุหมื่นล้าน
ไทยประกันชีวิตตั้งเป้าเบี้ยใหม่ทะลุหมื่นล้าน
คาดถึง 1.2 หมื่นล้านบาท เบี้ยรวมแตะ 4 หมื่นล้านบาท นายอภิรักษ์ ไทพัฒนกุล กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเบี้ยใหม่ไว้ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.8% จากปี 2554 ที่มีเบี้ยใหม่ 8,400 ล้านบาท และเบี้ยรับรวมประมาณ 4 หมื่นล้านบาท จากปี 2554 ที่มีเบี้ยรับรวม 3.6 หมื่นล้านบาท โดยเน้นเพิ่มการเติบโตทุกช่องทางการขายให้มากขึ้น เพื่อทำให้เป้าหมายรวมเป็นไปตามที่วางแผนไว้
อย่างไรก็ตาม ช่องทางการขายผ่านตัวแทนยังคงเป็นช่องทางการขายหลักของบริษัทและยังให้ความสำคัญกับช่องทางนี้ต่อไป แต่จะพัฒนาช่องทางการขายอื่นๆ ให้เข้มแข็งขึ้น ซึ่งปีนี้ช่องทางการขายผ่านธนาคารจะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากจากปี 2554 ที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางปีมีเบี้ยรับ 1,000 ล้านบาท แต่ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มขึ้นเป็น 4,500 ล้านบาท แยกเป็น จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 1,500 ล้านบาท ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 1,000 ล้านบาท และธนาคารอื่นๆ อีก 2,000 ล้านบาท
นางวรางค์ ไชยวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต กล่าวว่า ปีนี้บริษัทจะเพิ่มเงินลงทุนอีก 1 หมื่นล้านบาท จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.53 แสนล้านบาท และคาดว่าได้ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ต่ำกว่า 5% จากปีที่ผ่านมาได้ 5.06%
"ปีนี้เราจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกู้ อีก 23% เพื่อให้อยู่ที่ 1718% ของพอร์ตลงทุน เพราะดอกเบี้ยค่อนข้างดีอยู่ที่ 45% และเพิ่มหุ้นสามัญเป็น 5% ของพอร์ตลงทุนรวมแต่ไม่ใช่ตอนนี้เพราะราคายังสูง ต้องรอให้ต่ำกว่านี้ จะเน้นลงทุนหุ้นแบงก์ และสื่อสาร เพราะพันธบัตรรัฐบาลผลตอบแทนต่ำมาก และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง จึงต้องหาอย่างอื่นเข้ามาเสริม"นางวรางค์ กล่าว
นางวรางค์ กล่าวว่า กรณีที่ธนาคารต้องส่งเงินสมทบให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินและ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก จะส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝากในอนาคตที่ธนาคารอาจจะลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อลดต้นทุน
สำหรับปี 2554 บริษัทมีพอร์ตการลงทุน 1.53 แสนล้านบาท ผลตอบแทนราคาบัญชี อยู่ที่ 5.06% ผลตอบแทนตามราคาตลาดอยู่ที่ 5.49% แยกเป็นลงทุนในพันธบัตร 51.21% หรือ กว่า 7.8 หมื่นล้านบาท ตั๋วเงิน 21.03% คิดเป็น 3.2หมื่นล้านบาท หุ้นกู้ 15.14% คิดเป็น 2.3หมื่นล้านบาท เงินฝาก 6.4% คิดเป็น9.8 พันล้านบาท พันธบัตรต่างประเทศ 2.1% คิดเป็น 3.2 พันล้านบาทหุ้นสามัญ 3.37% คิดเป็น
5.1 พันล้านบาท และหน่วยลงทุน 0.74% คิดเป็น 1.1 พันล้านบาท







