
ทีวีไดเร็คปักธงอินโดจีน
ทีวี ไดเร็ค บุกภูมิภาคอินโดจีน กรุยทางรับเออีซี ทุ่ม 650 ล้านบาทลงทุนปีนี้ พร้อมผุดขายตรงชั้นเดียวซาร่า ไดเร็ค
ทีวี ไดเร็ค บุกภูมิภาคอินโดจีน กรุยทางรับเออีซี ทุ่ม 650 ล้านบาทลงทุนปีนี้ พร้อมผุดขายตรงชั้นเดียวซาร่า ไดเร็ค
นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค ผู้จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางการตลาดแบบตรง กล่าวว่า ปีนี้บริษัทจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดในอินโดจีนมากขึ้น ด้วยการเข้าไปตั้งสำนักงานขาย รวมทั้งวางระบบการทำตลาดและขายสินค้าผ่านช่องทางทีวีในประเทศพม่า ลาวและกัมพูชา รวมถึงมาเลเซีย
ทั้งนี้ ได้ทดลองทำตลาดตั้งแต่ปี 2550 จากนั้นจะขยายไปยัง 10 ประเทศในอาเซียนและเฟสต่อไป คือ อาเซียนบวก 3 และอาเซียนบวก 6 เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี
แผนการทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน จะมีทั้งนำสินค้าจากไทยไปจำหน่ายและนำสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจำหน่ายในไทยด้วย โดยวางเป้าหมายว่าการบุกตลาดประเทศเพื่อนบ้านครั้งนี้ จะทำให้มีสัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1520% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 23%
สำหรับการดำเนินธุรกิจในประเทศปีนี้ จะใช้งบลงทุน 650 ล้านบาท แบ่งเป็นงบก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่มูลค่า 120 ล้านบาท บนพื้นที่ 20 ไร่ในซอยวัชรพล คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมใช้งานในปี 2556 รวมทั้งงบพัฒนาบุคลากร 25 ล้านบาท และงบการทำตลาดผ่านช่องทางต่างๆ อีก 500 ล้านบาท
ปีนี้บริษัทจะขยายธุรกิจผ่านระบบขายตรงชั้นเดียว ภายใต้ชื่อ “ซาร่า ไดเร็ค” เป็นการขายสินค้าผ่านแค็ตตาล็อก ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคคนไทย โดยปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 14% จากปีก่อน ที่คาดว่ารายได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 2,011 ล้านบาทเล็กน้อย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
“ช่วง 9 เดือนแรกของปีก่อน เราเติบโตมากถึง 33.6% ด้วยยอดขาย 1,465 ล้านบาท แต่ผลจากน้ำท่วมทำให้ชะลอตัวไปพอสมควร ส่งผลให้รายได้ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย ซึ่งสินค้าที่ขายดียังเป็นกลุ่มสินค้าสุขภาพ ตามด้วยกลุ่มเครื่องครัว” นายทรงพล กล่าว
แผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (MAI) เอ็ม เอ ไอ นั้น คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จช่วงต้นไตรมาส 2 ด้วยการเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 159 ล้านบาท เป็น 188 ล้านบาท ออกหุ้นกู้จำนวน 28 ล้าน 5 แสนหุ้น ซึ่งจะนำงบมาพัฒนาองค์กรให้แข็งแกร่งมากขึ้น เพื่อรองรับการแข่งขันที่มีคู่แข่งมากขึ้นทั้งจากเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน







