
จี้รัฐเร่งแก้กม.ฟอกเงิน
สภาตลาดทุนร้องแก้ไทยถูกลดเกรดผวาตปท.หนีลงทุน
สภาตลาดทุนร้องแก้ไทยถูกลดเกรดผวาตปท.หนีลงทุน
สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเต้น วิ่งวุ่นเร่งรัฐบาลแก้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คาดว่าภายใน 1 ปีอันดับความน่าเชื่อถือฟอกเงินจะกลับมาได้
สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเปิดแถลงข่าวด่วนเมื่อบ่ายวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า สภาธุรกิจฯ จะเป็นตัวแทนในการเร่งให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของการแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ไทยจะถูกคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (FATF) ลดระดับให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องถูกเฝ้าระวังระดับที่ 1 จากเดิมระดับที่ 2 ในวันที่ 20 ก.พ.นี้
ผลของการลดระดับดังกล่าวในระยะสั้นไม่น่าจะมาก แม้ว่ากองทุนต่างประเทศบางแห่งจะมีข้อกำหนดไม่ให้ลงทุนในประเทศที่ถูกเฝ้าระวังระดับที่ 1 แต่ไม่ได้มาก และประเด็นนี้ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจในการลงทุน ซึ่งจะให้ความสำคัญกับเรื่องผลตอบแทนมากกว่า และตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจในการลงทุน
อย่างไรก็ตาม หากไทยยังไม่แก้ไขกฎหมายดังกล่าวอาจส่งผลในระยะยาวในด้านของศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจ เช่นจะทำให้ต้นทุนของบริษัทไทยที่ต้องการไปลงทุนในต่างประเทศสูงกว่าประเทศที่ไม่ถูกเฝ้าระวังระดับที่ 1 อีกทั้งยังต้องเสียเวลาในการชี้แจงข้อมูล และมีขั้นตอนยุ่งยากกว่า ดังนั้นต้องคุยกับรัฐบาลให้เห็นความสำคัญของการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว
“ในช่วงกว่า 1 เดือนของปีนี้ นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นไทย 2.4 หมื่นล้านบาท สูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ยกเว้นสิงคโปร์ ชนะอินโดนีเซีย มียอดซื้อสุทธิ 3,000 ล้านบาท เทียบกับปี 2554 ไทยถูกขาย 5,000 ล้านบาท ขณะที่อินโดนีเซียต่างชาติซื้อสุทธิ 9 หมื่นล้านบาท น่าจะเป็นผลจากไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ดีขึ้น การเมืองเริ่มนิ่ง และปีนี้จะมีเงินเพื่อใช้ในการฟื้นฟูประเทศระดับสูง” ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าว
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า จะมีการประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้ติดตามและผลักดันการแก้ไขกฎหมายการฟอกเงินโดยเร็ว หากสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้ระดับของไทยน่าจะกลับไปอยู่ที่ระดับเดิมได้ภายใน 1 ปี และผลกระทบคงมีอยู่ในวงจำกัด
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ก.ล.ต.ติดตามผลการประเมินของ FATF ที่จะประกาศเร็วๆ นี้ เชื่อว่าในส่วนของธุรกิจหลักทรัพย์ทำดีแล้ว แต่หากเกิดผลกระทบจากภายนอกทางอ้อม ก.ล.ต.พร้อมช่วยภาคเอกชนผลักดัน และมั่นใจว่าธุรกิจด้านตลาดทุนจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากนัก







