
เอไซลุยลงทุนรับตลาดคนแก่ในไทย
เอไซชี้คนไทยอายุยืนขึ้นเฉลี่ย72ปีหนุนตลาดยากลุ่มคนชราโตพรวด เตรียมลงทุนกว่า500ล้านบาทต่อเนื่อง5ปี
เอไซชี้คนไทยอายุยืนขึ้นเฉลี่ย72ปีหนุนตลาดยากลุ่มคนชราโตพรวด เตรียมลงทุนกว่า500ล้านบาทต่อเนื่อง5ปี
นายทวีศักดิ์ สีทองสุรภณา ประธานกรรมการ บริษัทเอไซ(ประเทศไทย) มาร์ดเก็ตติ้ง ผู้รับสิทธ์ทำตลาดผลิตภัณฑ์ยาจากกลุ่มเคนไซ ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่าจากแนวโน้มการดูแลสุขภาพและการเข้าถึงยาคุณภาพได้มากขึ้นของคนไทย เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ประชากรไทยมีอายุยืนขึ้น หรือมีอัตราเฉลี่ยที่ 72 ปี จากเดิมมีอายุเฉลี่ยราว 60 ปี หรือ คิดเป็นสัดส่วน 15% ของประชากรผู้สูงวัยในประเทศไทย ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นมีอัตราผู้สูงอายุสูงถึง 25%
จากแนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดยาในกลุ่มผู้ป่วยสูงวัยที่บริษัททำตลาด คือ โรคประสาท, จิตเวช, กระดูก และกะเพาะ มีอัตราการเติบโตของตลาดสูงขึ้นตามด้วย แม้ในปัจจุบันตลาดรวมยาเชิงมูลค่าจะอยู่ที่ประมาณ 5หมื่นล้านบาท ซึ่งลดลงจากเมื่อ 3-4ปีก่อนที่พบว่าตลาดรวมยามีมูลค่าสูงกว่า 6-7 หมื่นล้านบาท เป็นผลจากนโยบายรัฐสวัสดิการที่เข้ามาดูแลค่าใช้จ่ายด้านการรักษาโรคภัยให้กับผู้บริโภค ทำให้ยานอกหายไปจากตลาดกว่า 1หมื่นล้านบาท โดยในปี54 ตลาดรวมยาเชิงมูลค่ามีอัตราเติบโต1.8% จากเมื่อปี’52 ตลาดดังกล่าวมีอัตราเติบโต12-13%
ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับยุทธศาสตร์การทำตลาด 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก คือ กลุ่มยา และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงามสำหรับผู้บริโภค(คอนซูเมอร์ คอสเมติก) โดยเตรียมแผนนำเข้าสินค้าทั้ง2กลุ่มรายการใหม่ๆในปลายปีนี้ เช่นกลุ่มยารักษามะเร็งเต้านม และเวชสำอางแบรนด์ฮาคุบิ โดยใช้จุดแข็งจากช่องทางการทำตลาดผ่านร้านขายยาทั่วประเทศกว่า 1,300 จุด จากภาพรวมร้านขายยาที่มีกว่า 5,000-6,000 จุดทั่วประเทศเช่นกัน จากเดิมที่บริษัทมีสัดส่วนยอดขายจากตลาดภาครัฐ อาทิ โรงพยาบาลของรัฐ 73% และ ภาคเอกชน เช่น ร้านขายยา, โรงพยาบาลเอกชน สัดส่วน27% โดยใน3ปีจากนี้คาดจะปรับสัดส่วนรายได้ใหม่เป็น ภาครัฐ 40% และเอกชน 60%
พร้อมกันนี้ บริษัทยังมีแผนลงทุนต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาทภายใน4ปี โดยในปีนี้เตรียมใช้งบลงทุนเบื้องต้น 470 ล้านบาท และในปีถัดไปเพิ่มขึ้นอีก 10-15% ถึงปี59 เพื่อรองรับการขยายตลาดผ่าช่องทางการขายใหม่ๆ เช่น “เอ็กเซลเลนซ์ เซ็นเตอร์” หรือ คลินิคทางการแพทย์พิเศษของโรงพยาบาลรัฐ ที่เตรียมเปิดให้บริการรูปแบบดังกล่าวเป็นจำนวนมากในอนาคต,โรงเรียนแพทย์ และห้องแพทย์ องค์กรต่างๆ เป็นต้น เพื่อเป็นทางเลือกในการใช้ยาคุณภาพของผู้ป่วย รวมถึงการหาพันธมิตรผู้ผลิตยาในประเทศ เพื่อขยายการทำตลาดยาในภูมิภาคอาเซียน ที่เตรียมเปิดสู่เศรษฐกิจประชาคมอาเซียนในปี 2558 นี้
ขณะเดียวกันบริษัท ยังอยู่ระหว่างพิจารณาภาพรวมตลาดยาภายใน 2เดือนนี้ ว่าจะยังได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐสวัสดิการมากน้อยเพียงใด เพื่อเตรียมความพร้อมในการปรับโครงสร้างทีมขายของบริษัทใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำตลาดยาในประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันบริษัทมีตัวแทนขายยากว่า 150 คนในประเทศไทย พม่า และเวียดนาม และมีแผนขยายทีมขายเพิ่มขึ้นปีละ 10% อย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2558 โดยปีนี้เตรียมใช้งบการตลาดในภาพรวมกว่า 300 ล้านบาท
“ปีนี้บริษัทคาดตลาดในประเทศไทยเติบโต7% ตลาดต่างประเทศโต 20% และตลาดรวมบริษัทโต 10% ซึ่งภายใน 3ปีนี้จะมีรายได้อยู่ที่ 1.8พันล้านบาท และภายใน5ปี จะมีรายได้ 2.5พันล้านบาท จากในปี54มีรายได้ 1.3พันล้านบาท”นายทวีศักดิ์ กล่าว







