posttoday
ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง ช็อปปิ้งมอลล์

ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง ช็อปปิ้งมอลล์

13 กุมภาพันธ์ 2555

มองรอบโลกตอนนี้ อาจจะเรียกได้ว่า มีสถานการณ์ที่ไม่ค่อยจะดีเกิดขึ้นมากมายหลายอย่าง

มองรอบโลกตอนนี้ อาจจะเรียกได้ว่า มีสถานการณ์ที่ไม่ค่อยจะดีเกิดขึ้นมากมายหลายอย่าง

โดย...ฐาปนา

เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว หิมะกองพะเนิน ผู้คนหลายร้อยชีวิตต้องสูญเสียไปจากภัยหนาว ฯลฯ ในขณะที่ปัญหาปากท้อง อย่างเรื่องภาวะเศรษฐกิจก็ยังไม่คลี่คลาย

เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา พี่เบิ้มของโลกที่ถดถอยมาพักใหญ่นั้น ตอนนี้ก็ยังไม่อาจจะพูดได้ว่าฟื้น เช่นเดียวกับยุโรปที่ออกอาการร่อแร่มาเรื่อยๆ ทำให้มองไปมองมา ประเทศไทยของเราแม้จะมีปัญหาบ้าง แต่ก็ยังถือว่าเป็นแผ่นดินทองที่ดีที่สุดในโลก และเราได้พิสูจน์กันมาหลายครั้งแล้วว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น “ไทยแลนด์” จะฟื้นคืน ยืนหยัด และเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

แต่หลายๆ ประเทศไม่โชคดีเหมือนเรา เศรษฐกิจในหลายๆ แห่งบนโลกนี้เกิดภาวะตุ๊กตาล้ม (ไม่) ลุก และวันนี้ก็มีตัวอย่างมาจากสหรัฐอเมริกากันอีกครั้ง กับภาวะที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ยังย่ำแย่ไม่เลิก จะเห็นได้จากบรรดาห้าง ร้านค้าเครือข่าย หรือช็อปปิ้งมอลล์ต่างๆ ต้องปิดตัวกันเป็นแถว หรือหากห้างไหนยังใจแข็ง ไม่ปิดตัวลง ก็ต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ เพื่อให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากคลีฟแลนด์ว่า ห้างแกลเลอเรีย ที่เปิดดำเนินธุรกิจอย่างยาวนานมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987 กำลังเจอปัญหาอย่างหนัก นักช็อปปิ้งทั้งหลายไม่ค่อยเดินเข้าห้างกันแล้ว ทำให้ร้านค้าต่างๆ ที่เคยเช่าขายของอยู่ก็พลอยถอยหนี จนตอนนี้ ห้างขนาดใหญ่แห่งนี้เหลือร้านค้าเช่าอยู่เพียง 8 ร้าน เช่นเดียวกับร้านอาหารในฟู้ดคอร์ตก็เหลือแค่ 8 ร้าน เกิดเป็นภาวะย่ำแย่สุดๆ จนผู้บริหารห้างต้องปรับตัวอย่างหนัก

ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง ช็อปปิ้งมอลล์

ตอนนี้ ห้างแกลเลอเรียไม่ได้เปิดทุกวัน แต่ปิดทำการในวันสุดสัปดาห์ ในขณะที่บางส่วนของห้างก็ถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวน มีการเปิดขายผัก ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในเรื่องโชคดี เพราะหลังคาของห้างบางส่วนเป็นกระจก ทำให้สามารถทำสวนผักในห้างได้ และกลายเป็นจุดดึงดูดใหม่ให้ลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อผักสดต่างๆ

เรียกว่า ปรับตัวกันสุดกู่เลยทีเดียว

วิคกี้ พูล ผู้บริหารแกลเลอเรีย บอกว่า ตอนนี้ต้องมองห้างแห่งนี้ในฐานะ “พื้นที่” ไม่ได้มองว่าเป็นที่สำหรับการค้า ร้านขายของอีกต่อไป เพราะสถานการณ์ไม่เอื้อให้การดำเนินกิจการห้างสามารถเดินต่อไปได้ การมองแกลเลอเรียในฐานะ “พื้นที่” จึงเป็นการปรับมุมมองใหม่ๆ ในการปรับใช้พื้นที่ให้ได้ประโยชน์

สถานการณ์แบบที่เกิดขึ้นกับแกลเลอเรีย เป็นสถานการณ์ที่เกิดกับอีกหลายๆ ห้าง และร้านค้าทั่วสหรัฐอเมริกา ซึ่งร้านหรือห้างหลายแห่งถึงขั้นต้องประกาศปิดกิจการ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากพิษเศรษฐกิจ บวกเข้ากับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่ทำให้อเมริกันชนหันไปซื้อสินค้าออนไลน์กันเป็นจำนวนมาก คนที่เคยออกมาเดินช็อปปิ้งก็เลยลดน้อยลงเรื่อยๆ

มีรายงานว่า เซียร์ส โฮลดิ้งส์ กำลังทยอยปิดร้านลงจำนวน 120 สาขา ในขณะที่แบรนด์ดังที่คนไทยเราเองก็รู้จักกันดี คือ แก๊ป ก็จะปิด 200 สาขา ทัลบอตส์ จะปิด 110 สาขา อเบอร์ครัมบี แอนด์ ฟิชช์ ปิด 50 สาขา ฮ็อท ทอปปิค ก็ไปอีก 50 สาขา ฯลฯ

สถานการณ์ทั่วๆ ไปที่มีรายงานนั้น ปรากฏว่า ห้างหลายแห่งถึงขั้นต้องยื่นขอล้มละลาย บรรดาช็อปปิ้งมอลล์หลายแห่งร้าง ไร้ผู้เช่า ห้างใหญ่ที่เคยมีชื่อเสียงหลายแห่งถูกเปลี่ยนมือ หรือปรับกิจการ มีทั้งห้างที่ถูกแปรสภาพกลายเป็นโรงเรียน ศูนย์การแพทย์ คอลเซ็นเตอร์ หน่วยราชการ หรือแม้กระทั่งโบสถ์ ก็มีมาเช่าใช้สถานที่ของห้างเก่าๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในทำเลดี เช่น ใจกลางเมือง หัวมุมสี่แยกใหญ่ ที่การเดินทางสะดวกสบาย

หันไปมองที่ห้างแกลเลอเรียเอง นอกจากปรับพื้นที่บางส่วนเป็นสวนผักแล้ว ยังมีพื้นที่ที่ปรับเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่เช่าเฉพาะกิจอีกด้วย คือ ในส่วนที่เคยเป็นฟู้ดคอร์ต ปกติก็จะปิดม่านเอาไว้ แต่หากมีผู้เช่ามาขอจัดกิจกรรมเป็นครั้งคราว ก็จะเปิดให้บริการตามที่ผู้เช่าต้องการ เช่น การเช่าพื้นที่เพื่อจัดงานแต่งงาน ฯลฯ ในขณะที่ห้างใหญ่อื่นๆ อีกหลายๆ แห่งก็ให้เช่าพื้นที่ทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น กลายเป็นโชว์รูมรถยนต์ เปิดเป็นกาสิโน หรือแม้กระทั่งพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ

อย่างไรก็ตาม มีห้างอีกหลายแห่งที่ยังปรับตัวไม่ถูก และมีข้อเสนอหลายๆ แบบ เช่น ทุบทิ้ง เพื่อสร้างเป็นที่พักอาศัย หรือใช้เป็นพื้นที่เกษตรให้ชุมชน ซึ่งน่าจะดีกว่าการบำรุงรักษาห้างร้าง ที่ค่าดูแลแพงไม่ใช่เล่น แต่เจ้าของห้างหลายแห่งก็คงจะเสียดาย ไม่อยากทุบทิ้งกันง่ายๆ ความพยายามปรับตัวก็เลยยังเดินหน้าไปเรื่อยๆ

ศ.เอลเลน ดันแฮมโจนส์ จากวิทยาลัยสถาปนิกที่จอร์เจีย บอกว่า ห้างต่างๆ กำลังพยายามเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ไปใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่การช็อปปิ้ง และความพยายามเหล่านี้ เป็นการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงวิถีการช็อปปิ้งของอเมริกันชน ที่ตอนนี้ไม่นิยมไปเดินห้างขนาดใหญ่ แต่มักจะไปร้านเล็กๆ ที่เดินทางสะดวก ไม่ต้องไปวนหาที่จอดรถ ผู้ประกอบการห้างต่างๆ จึงต้องพัฒนาตนเองอย่างมาก เพื่อเรียกคนกลับมาสู่ห้าง ด้วยการจัดกิจกรรมหรือการแสดงสินค้า การแนะนำการทำอาหาร ฯลฯ

ข้อมูลจากสภาศูนย์การค้าระหว่างประเทศระบุข้อมูลในปี ค.ศ. 2009 ว่า ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่กว้างใหญ่นั้น มีห้างทั้งเล็กใหญ่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 1 แสนแห่ง และทั้งหมดนี้ ต่างก็กำลังดิ้นรนเพื่ออยู่รอด ให้ผ่านพ้นกระแสเศรษฐกิจที่ถาโถม

มองจากสถานการณ์ของสหรัฐอเมริกา ถ้าดูเผินๆ แล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ “ห้างมะกัน” นั้น ไม่น่าจะเกิดในเมืองไทย เพราะเรายังเห็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ จำนวนมากที่มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ แต่หากมองไปที่ห้างขนาดเล็ก โดยเฉพาะห้างเก่าแก่หลายแห่ง ก็จะพบว่า ภาพของการล้มหายตายจาก หรือการปรับตัวขนานใหญ่ได้ทยอยเกิดขึ้นมานานแล้ว ห้างในชุมชนหลายแห่งไปไม่รอด ต้องปิดกิจการ หรือปรับเป็นตลาดสด แต่ปัญหาของไทย ไม่เหมือนที่สหรัฐอเมริกา เพราะการสูญพันธุ์ของห้างขนาดเล็กของไทยนั้น เป็นไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของผู้คน ที่ไม่จำเป็นต้องเกิดพิษเศรษฐกิจ แต่กระแสสังคมก็จะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยน

รูปแบบห้าง หรือช็อปปิ้งมอลล์ในเมืองไทยกำลังทยอยเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นสถานที่ทันสมัยมากขึ้น มีร้านอาหารเป็นส่วนประกอบมากขึ้น ช็อปปิ้งมอลล์บางแห่งมีสัดส่วนของร้านอาหารมากกว่าร้านค้า ทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนแปลงที่ผู้ตามทันกระแสเท่านั้นที่จะอยู่รอด

เราไม่อาจจะมองประสบการณ์จากสหรัฐอเมริกา เพราะประชาชนในประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่แบบนั้นมีวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากคนไทย แต่การเรียนรู้ก็จะช่วยให้เราได้เกิดแนวคิดในการปรับปรุง นำบางสิ่งมาปรับใช้ และเข้าใจโลกธุรกิจนอกบ้าน ที่อีกไม่นาน เศรษฐกิจของไทยเองก็จะปรับเปลี่ยนไปเป็นสากลมากขึ้น ด้วยการเริ่มจากประชาคมอาเซียน ที่จะสร้างบทเรียนแรกเล็กๆ ให้กับเรา

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท