
ส่องหุ้นเด่น
ภายในเวลา 4 เดือนเศษ ตลาดหุ้นทั่วโลกที่วัดโดยดัชนี MSCI World Index ได้วิ่งขึ้นมาแล้ว 20%
ภายในเวลา 4 เดือนเศษ ตลาดหุ้นทั่วโลกที่วัดโดยดัชนี MSCI World Index ได้วิ่งขึ้นมาแล้ว 20%
โดย..พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต
ภายในเวลา 4 เดือนเศษ ตลาดหุ้นทั่วโลกที่วัดโดยดัชนี MSCI World Index ได้วิ่งขึ้นมาแล้ว 20% จากจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2554 หนุนโดย 1) การผ่อนคลายนโยบายการเงินของประเทศหลักๆ เช่น สหรัฐ ยุโรป และจีน 2) สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และ 3) ความคาดหวังเชิงบวกต่อความพยายามในการแก้วิกฤตหนี้ยุโรป
ในช่วงเวลาเดียวกันดัชนีหุ้นไทยวิ่งนำตลาดหุ้นโลกโดยดีดขึ้นเกือบ 30% ทั้งที่เผชิญวิกฤตน้ำท่วม หนุนโดยสภาพคล่องส่วนเกินในตลาดการเงินโลกที่ไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์
มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มชะลอตัวจากวิกฤตหนี้ยุโรป ด้านจีนส่งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอ แต่แรงกดดันเงินเฟ้อยังลดช้า จำต้องชะลอแผนผ่อนคลายนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับผลพวงจากวิกฤตน้ำท่วม การฟื้นตัวหลังน้ำท่วมเสี่ยงจะล่าช้ากว่าที่คาด รายได้ภาคเกษตรชะลอตัวลง
ด้าน Valuation หุ้นไทยเริ่มตึงแล้ว หลังวิ่งนำหน้าตลาดหุ้นเพื่อนบ้านมา 3 ปี ปีนี้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรของ บจ.ไทย จะต่ำกว่าของประเทศเพื่อนบ้าน
ในปี 2555 เศรษฐกิจเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่นถูกคาดหมายว่าจะโตได้ 66.5% เทียบกับของไทยที่ราว 4.5% ส่วนกำไรในปี 2555 ของตลาดหุ้นเพื่อนบ้านทีไม่รวมญี่ปุ่นถูกคาดหมายว่าจะโต 14.2% เทียบกับของไทยที่ราว 13.4% (ดูโตใกล้เคียงกัน แต่จริงๆ แล้วเกิดจากฐานปีก่อนของเราต่ำจากเหตุน้ำท่วม)
ถ้ากำไรของ บจ.ไทย ปีนี้โต 10% ค่าพีอีจะเหลือ 12.5 เท่า ถ้าโตได้ถึง 15% ค่าพีอีจะลดเหลือ 12 เท่า ซึ่งก็ยังไม่ถูกอยู่ดี ต้องโตให้ได้ 20% ขึ้นไป (มีความเป็นไปได้ต่ำมาก) ค่าพีอีถึงจะจูงใจ
กระแสเงินทุนไหลเข้าที่ผลักให้หุ้นขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะทยอยลดพอร์ตไปเรื่อยๆ ตามแนวต้านสำคัญ เช่น 1,120 1,150 จุด โดยมีเป้าหมายทางเทคนิคที่ 1,200 จุดภายในปีนี้ หากยังขาดทุนอยู่ก็สามารถถือลุ้นต่อได้ แต่ระดับราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จะมีความผันผวนสูงขึ้นตามมา การเล่นหุ้นที่กำลังโต้คลื่นกับกระแสเงินทุนไหลเข้าต้องใช้ความระมัดระวัง แต่ยังสามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่พื้นฐานเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เช่นหุ้นดังต่อไปนี้
หุ้นนิคมอุตสาหกรรมโซนตะวันออกAMATA, HEMRAJ ทั้งคู่ต่างได้อานิสงส์จากเหตุน้ำท่วม การลงทุนจึงเบนเป้าหมายจากนิคมฯ แถบภาคกลางไปยังโซนตะวันออกที่มีชัยภูมิโดดเด่น ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือน้ำลึก รวมถึงมีอุตสาหกรรมสนับสนุนพวกชิ้นส่วนยานยนต์ครบครัน ที่สำคัญอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเป็นสิบเมตร และอยู่นอกแนวลุ่มน้ำ
ล่าสุด AMATA ปรับเป้ายอดขายปีนี้เป็น 3,000 ไร่ (ไม่รวมที่กำลังเจรจาขายยกล็อตให้โฮลลี่ พันธมิตรจีน) จากเดิมที่ 2,000 ไร่ ส่วน HEMRAJ ยังไม่ปรับเป้าหมาย 1,500 ไร่ ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมอื่นแถบตะวันออกต่างหัวบันไดบ้านไม่แห้ง มีแนวโน้มปรับขึ้นเป้ายอดขายตามมา
โมเดลธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของ AMATA และ HEMRAJ ใกล้เคียงกัน นอกเหนือจากการพัฒนาที่ดินเป็นนิคมอุตสาหกรรม ยังพยายามเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการขายสาธารณูปโภคโดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำที่มีความมั่นคง
HEMRAJ ดูโดดเด่นในประเด็นนี้ โดยในปี 2555 กำไรสุทธิกว่าครึ่งหนึ่งจะมาจากการขายสาธารณูปโภค ไฮไลต์อยู่ที่การเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (เก็คโค่ 1) ในเดือน เม.ย.นี้ โดย HEMRAJ ถือหุ้นอยู่ 35% (ที่เหลือถือโดย GLOW) โรงไฟฟ้าแห่งนี้จะทำกำไรให้ HEMRAJ ไม่ต่ำ 1,000 ล้านบาทต่อปี
กำไรปกติของ HEMRAJ ในปี 2555-2556 คาดว่าจะอยู่ที่ 2,303 และ 2,975 ล้านบาท ตามลำดับ ยกฐานขึ้นจากราว 505 ล้านบาท ในปี 2554 ซึ่งจะทำให้ค่าพีอีปี 2555-2556 ลดเหลือ 11 และ 8.5 เท่า ตามลำดับ ด้านอัตราเงินปันผลจะไต่ระดับขึ้นจาก 2.1% ในปี 2554 เป็น 4.6% และ 5.9% ในปี 2555-2556 ตามลำดับ
กระแสเงินสดจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีนี้เป็นต้นไปจะช่วยลดหนี้ไปเรื่อยๆ สัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนจะลดเหลือ 0.7 และ 0.5 เท่า ในปี 2555-2556 จากระดับ 0.8 เท่า ในปี 2554
HEMRAJ ยังมีแผนขายที่ดินและเข้าถือหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กอีกราว 6 แห่ง หากขายที่ดินให้โรงไฟฟ้าและได้ถือหุ้น 25% ในโรงไฟฟ้าได้บางโรงจะช่วยต่อยอดการเติบโตหลังปี 2557 ความคืบหน้าเรื่องนี้จะหนุนราคาหุ้นในระยะปานกลาง มูลค่าพื้นฐานปี 2555 ที่ไม่รวมการถือหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กจะอยู่ที่ 3 บาท
ส่วน AMATA นักวิเคราะห์ธนชาตกำลังทบทวนปรับขึ้นประมาณการกำไรและราคาเป้าหมาย หลังเห็นสัญญาณชัดเจนว่าจะขายที่ดินได้เกิน 3,000 ไร่ในปีนี้
หุ้นอื่นที่น่าสนใจ ได้แก่ IVL, CPF, TUF ที่มีประเด็นเรื่องการควบรวมกิจการที่ช่วยต่อยอดความมั่งคั่งให้ผู้ถือหุ้น รวมถึงหุ้นมือถืออย่าง ADVANC, DTAC, INTUCH ที่มีกระแสเงินสดสูง อัตราเงินปันผลสูงเกิน 6% และได้ประโยชน์จากการประมูล 3G ที่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ที่จะช่วยผลักดันธุรกิจมือถือให้เข้าสู่ช่วงการเติบโตรอบใหม่ พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







