
ดีแทคขอทำ4จีนอกสัมปทาน
หลังจากมรสุมสัญญาณล่มหลายครั้งติดๆ กันในช่วงที่ผ่านมา จอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์ ซีอีโอบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
หลังจากมรสุมสัญญาณล่มหลายครั้งติดๆ กันในช่วงที่ผ่านมา จอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์ ซีอีโอบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ยืนยันว่า หลังจากนี้จะเป็นเวลาของดีแทค โดยในปีนี้การอัพเกรดเปลี่ยนอุปกรณ์โครงข่ายจะเสร็จเรียบร้อย พร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีไปสู่ระบบ 3จี และ 4จี ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเวลาที่ใกล้เคียงกัน
แต่ความหวังดังกล่าวยังอยู่บนปัจจัยที่ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ทั้ง 3จี และ4จี จะเกิดขึ้นได้เมื่อใด
ขณะที่เอไอเอสและทรูมูฟ ประกาศเป็นผู้นำให้บริการ 3จี แต่ดีแทคที่เริ่มต้นให้บริการช้ากว่า ย้ำชัดว่าดีแทคจะมีบริการ 3จี ครอบคลุม 42 จังหวัดในปีนี้ และในปี 2556 บริการ 3จี ของดีแทคจะกระจายลงไปในระดับทุกอำเภอ เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึงมากที่สุด จากปัจจุบันที่มีลูกค้า 3จี อยู่ประมาณ 1.1 ล้านราย แต่นั่นก็เป็น 3จี บนคลื่นความถี่ 850 เดิมเท่านั้น
“การเปิดให้บริการ 3จี ส่งผลให้ธุรกิจในปี 2554 ด้านบริการดาต้าของดีแทคเติบโตกว่า 77% และในปีนี้บริษัทจะเร่งดำเนินการขยายขอบข่ายการให้บริการ 3จี เพื่อมุ่งสู่การเป็นเครือข่าย 3จี ที่ดีที่สุดของประเทศไทย ส่วนของการลงทุน 3จีนั้น บริษัทตั้งงบประมาณไว้ 4 หมื่นล้านบาท สำหรับใช้พัฒนาเครือข่ายในระยะ 3 ปี เพื่อขึ้นสู่เป้าหมายในการเป็นผู้นำเครือข่าย 3จี”
ส่วนบริการ 3จี บนคลื่นความถี่ 2100 นั้น จอน เอ็ดดี้ เชื่อว่าจะมีการประมูลใบอนุญาต 3จี หรือไลเซนส์ได้แน่นอนในปีนี้ และคงไม่มีอะไรมาหยุดได้อีก เนื่องจากถ้าไม่มีการประมูลใบอนุญาต 3จี ประเทศไทยก็จะเสียเปรียบยิ่งขึ้นไปอีก ขณะที่ดีแทคไม่ได้มีผลกระทบมากนัก เพราะยังสามารถให้ทำธุรกิจให้บริการต่อไปได้
พร้อมทดสอบ 4จี เม.ย.-พ.ค.นี้
ขณะที่บริการ 4จี ซึ่งปัจจุบันเอไอเอสได้เริ่มทดสอบทางเทคนิคบนคลื่นความถี่ 1800 ไปแล้วนั้น ทางดีแทคเองก็ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะได้ยื่นขอทดสอบบริการดังกล่าวต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เช่นเดียวกัน เพราะคลื่นความถี่ 1800 อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานของดีแทคอยู่แล้ว ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทดสอบได้ประมาณเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ แต่จะไม่มีการให้บริการในเชิงพาณิชย์อย่างแน่นอน เพราะดีแทคไม่ต้องการให้บริการภายใต้เงื่อนไขสัญญาสัมปทานปัจจุบันอีกแล้ว
“เงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน ปัจจุบันดีแทคจ่ายส่วนแบ่งรายได้ 30% ถือว่าเป็นต้นทุนที่สูงมาก ยิ่งถ้าเป็นบริการ 4จี ด้วยแล้ว การจะได้ต้นทุนที่เหมาะสม ค่าบริการที่เหมาะสม สามารถแข่งขันได้ ทางที่ดีที่สุดคือ ออกจากสัญญาสัมปทาน เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”
สำหรับแนวทาง เอ็ดดี้ บอกว่า บริษัท กสท โทรคมนาคม ควรคืนคลื่นความถี่ 1800 ส่วนที่เหลืออยู่ 25 เมกะเฮิรตซ์ให้ กสทช.นำไปจัดสรรใหม่ จะสร้างมูลค่าให้กับประเทศได้มากกว่าการที่ กสทฯ เก็บคลื่นความถี่ดังกล่าวไว้กับตัวเอง เพราะไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งหาก กสทฯ คืนคลื่นความถี่ดังกล่าวไปก็อาจทำให้การประมูลคลื่นความถี่สำหรับ 3จี และ 4จี เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน และนำไปสู่การสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ ให้กับประชาชน
โฮลเซล ทางออก ทีโอที-กสทฯ
เอ็ดดี้ บอกอีกว่า สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นก่อนสัญญาสัมปทานจะจบลงคือ กสทช.ต้องประกาศเรื่องการให้บริการแบบขายส่ง หรือโฮลเซลให้ชัดเจน เพราะหากมีการประกาศใช้เรื่องนี้ จะเป็นทางออกให้กับสัญญาสัมปทานได้
ทั้งนี้ เนื่องจาก ทีโอที และ กสทฯ จะสามารถนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวมากำหนดเป็นแผนธุรกิจในระยะยาวได้ ซึ่งทั้ง ทีโอที และ กสทฯ สามารถทำรายได้จากการให้บริการเช่าโครงข่ายแบบขายส่ง ทดแทนส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทานที่หายไป
ขณะเดียวกันผู้ให้บริการก็สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น ยิ่งในอนาคตเมื่อมีการประมูล 3จี เกิดขึ้น การมีบริการทั้ง 3จี และ 2จี ควบคู่กันไป จำเป็นต้องมีการโรมมิงบริการ และใช้ข้อตกลงในลักษณะโฮลเซลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพื่อสร้างบริการที่สมบูรณ์ที่สุดทั้งด้านเสียงและดาตา
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังต้องหารือกับทั้ง กสทช.และคู่สัญญาสัมปทานคือ กสทฯ ก่อน ซึ่งเชื่อว่าทุกฝ่ายจะเห็นไปในทิศทางเดียวกัน
เชื่อไร้ปัญหาบริษัทต่างด้าว
สำหรับปัญหาเกี่ยวกับร่างประกาศการครอบงำโดยบริษัทต่างด้าว จนอาจกระทบกับสิทธิในการเข้าประมูลคลื่น 3จี ดีแทคเชื่อว่าไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนในเนื้อหา และดีแทคเห็นว่าควรยกเลิกประกาศฉบับนี้ เพราะไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ ซึ่งส่วนของดีแทคเอง ดำเนินการตามที่กฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าวกำหนดไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งสุดท้ายหากมีส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ถูกต้องก็พร้อมจะปรับให้ตรงตามที่กฎหมายกำหนด
ทั้งนี้ การเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ครั้งที่ผ่านมา ดีแทคสามารถผ่านการคัดเลือกและเตรียมเข้าประมูลได้ เพียงแต่การประมูลได้ถูกยกเลิกไป ดังนั้นในครั้งนี้ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงดีแทคก็น่าจะผ่านการคัดเลือกเข้าประมูลได้เช่นเดิม และดีแทคมีความตั้งใจจะลงทุน โดยเตรียมงบประมาณไว้กว่า 4 หมื่นล้านบาทสำหรับ 3 ปีจากนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริง จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ดีแทคจะไม่ได้เข้าร่วม
นี่เป็นส่วนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารสูงสุดของ ดีแทค หนึ่งในผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและบุคคลทั่วไป ว่าดีแทคยังเดินหน้าลงทุนในตลาดเมืองไทยเหมือนเดิม และพร้อมจะก้าวเดินไปกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยอย่างแน่นอน







