
ไทยเสี่ยงยถูกขึ้นบัญชีดำฟอกเงิน-ก่อการร้าย เงินเข้า-ออกช้า ค้าขายระหว่างประเทสยาก
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
นำโดย พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. ได้ประชุมร่วมกับสถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อให้เตรียมพร้อมรับมือหากประเทศไทยถูกประกาศว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงในเรื่องของการฟอกเงินและสนับสนุนการก่อการร้าย
ทั้งนี้ หากประเทศไทยถูกขึ้นรายชื่อก็จะส่งผลให้การค้าขายและการทำธุรกรรมทางการเงินกับกลุ่มผู้นำทางเศรษฐกิจ 7 ประเทศ (จี 7) และผู้นำเศรษฐกิจ 20 ประเทศ (จี 20) เกิดความล่าช้า และอาจส่งผลให้ต้นทุนในการทำธุรกิจของไทยเพิ่มสูงขึ้น
“หากประเทศไทยถูกประกาศว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงเรื่องฟอกเงินและสนับสนุนการก่อการร้าย จะทำให้การทำธุรกรรมกับต่างประเทศเกิดความยากลำบาก เช่น กรณีการค้าขายก็จะยากขึ้น และเมื่อส่งสินค้าแล้วเงินที่จะได้จากการขายก็จะช้า จากเดิมที่อาจได้รับเงินทันที หรืออย่างช้า 1 สัปดาห์ ก็อาจจะล่าช้าเป็นเดือน และกรณีการกู้เงินก็จะมีอัตราดอกเบี้ยที่แพงขึ้นด้วย ซึ่งจะเห็นว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในวงกว้างและเป็นลูกโซ่มาก ขณะที่กลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์ การซื้อขายหุ้นจะเดือดร้อน เพราะการโอนเงินค่าซื้อขายหุ้นอาจล่าช้ากว่าที่กำหนด เช่น การซื้อขายหุ้นทั่วไปต้องโอนเงินชำระค่าซื้อภายใน T+3 หรือภายใน 3 วันหลังจากเกิดรายการ หากการโอนเงินเข้ามาต้องใช้เวลามากกว่านี้ ก็จะกระทบต่อระบบการชำระบัญชีและส่งมอบหุ้นแน่ ซึ่งจากการหารือกับตัวแทนผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ต่างๆ พากันกังวลในเรื่องนี้ และต้องการผลักดันให้การออกกฎหมายมีความคืบหน้ามากที่สุด”
รักษาการเลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า ในวันที่ 1317 ก.พ.นี้ จะมีการประชุมร่วมกันของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (Financial Action Task Force on Money Laundering – FATF) ที่ฝรั่งเศส และจะใช้เวทีในการประชุมเพื่อชี้แจงความคืบหน้าในด้านต่างๆ ที่ประเทศไทยได้ดำเนินการไปแล้ว และถ้าหากที่ประชุมเห็นว่ามีเหตุผลสมควร ในวันที่ 20 ก.พ. จะมีการประกาศรายชื่อประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยง แต่ถ้าหากชี้แจงแล้วไม่เป็นผล ประเทศไทยก็จะถูกประกาศเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงเรื่องฟอกเงินและก่อการร้าย เนื่องมาจากประเทศไทยมีกฎหมาย 2 ฉบับ คือ กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายที่ยังไม่ได้ออกมา และกฎหมายทั้งสองฉบับนี้อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการ และกฎกระทรวงว่าด้วยการรู้จักตัวตนของลูกค้า ส่วนสาเหตุที่ล่าช้า เพราะที่ผ่านมา 3 ปี ไม่มีบอร์ด ปปง. เพิ่งจะมีการแต่งตั้งขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก็เร่งทำเรื่องนี้ผ่านบอร์ด แล้วจะนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และส่งต่อไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา แล้วจึงเข้าสู่การพิจารณาจาก 2 สภา ก่อนที่จะออกเป็นกฎหมายมาบังคับใช้
ทั้งนี้ มีแนวโน้มว่าประเทศไทยจะถูกปรับลดไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีเป็นประเทศที่ต้องถูกเฝ้าระวังในการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งมีผลกระทบต่อสถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จึงผูกพันตามข้อ 7 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ที่จะต้องปฏิบัติตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และประเทศไทยเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะออกมาตรการและดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายในเรื่องนี้อย่างเข้มงวด
“ธวัชชัย เหลืองสุรรังษี” รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าวว่า ปปง.ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทางการเงิน เพื่อให้ทราบว่าประเทศไทยมีแนวโน้มอาจถูกปรับลดไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีดำ ที่ต้องถูกเฝ้าระวังในการทำธุรกรรมทางการเงิน เนื่องจากไม่สามารถทำตามข้อตกลงในอนุสัญญาสหประชาชาติ โดยยังไม่ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
“ยูเอ็นได้ทบทวนสมาชิกทั่วโลกที่ทำข้อตกลงไว้ เพื่อดูว่าประเทศไหนมีเกณฑ์อยู่ระดับใด ปรากฏว่าของไทยยังไม่ผ่าน เพราะมีกฎหมายหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำตามเงื่อนไข และมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข” ธวัชชัย กล่าว
ทั้งนี้ บัญชีดำในปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ระดับ ระดับแรก คือ การคว่ำบาตร ซึ่งมีประเทศเกาหลีเหนือและอิหร่าน ส่วนระดับ 2 คือ ขึ้นบัญชีดำทั่วไป ซึ่งมีประมาณ 10 ประเทศ เช่น พม่า “ธวัชชัย” กล่าวว่า ในส่วนของธุรกิจกองทุนรวมนั้นอาจจะได้รับผลกระทบในแง่ของกองทุนรวมที่ไปลงทุนต่างประเทศ (FIF) อาจมีความสะดุดหรือไม่สะดวกในการลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ จี 7 และ จี 20 หรือกลุ่มประเทศที่ร่วมเป็นสมาชิกอาจจะต้องตรวจสอบการทำธุรกรรมของไทยมากขึ้น เช่น พิสูจน์เงินของลูกค้า หรือบางประเทศหากเห็นว่ายุ่งยาก และเม็ดเงินกองทุน FIF ที่ออกไปลงทุนจำนวนไม่มาก ก็อาจไม่รับคำสั่งซื้อกองทุนของไทยก็เป็นไปได้ ส่วนเม็ดเงินที่ไปลงทุนในต่างประเทศแล้วคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
ด้าน “วรวรรณ ธาราภูมิ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เตรียมหารือกับ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ถึงประเด็นดังกล่าว เพื่อให้รัฐบาลตระหนักถึงเรื่องนี้







