
มั่นคงฯระบายสต๊อกบ้าน
ปั้นรายได้หลังน้ำท่วมทำช้ำ ปรับแผนลงทุนเน้นบุกเมือง
ปั้นรายได้หลังน้ำท่วมทำช้ำ ปรับแผนลงทุนเน้นบุกเมือง
มั่นคงฯ เร่งขาย 17 โครงการ มูลค่า 4,100 ล้าน หลังโดนพิษน้ำท่วมกระทบยอดปีก่อน วางเป้าขายปีนี้ 3,000 ล้าน
น.ส.ชุติมา ตั้งมติธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายการเงิน-บัญชี บริษัท มั่นคงเคหะการ เปิดเผยว่า บริษัทได้เร่งขาย 17 โครงการ มูลค่า 4,100 ล้านบาท รวมถึงจัดโปรโมชันพิเศษเพื่อเร่งการโอนบ้าน จากสต๊อกที่ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 500-600 ยูนิต มูลค่ารวม 2,500 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถขายได้ประมาณ 80% ของจำนวนสต๊อกทั้งหมด ซึ่งบางส่วนได้รับผลกระทบทางอ้อมจากน้ำท่วม คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 600 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปรับแผนการลงทุนพัฒนาโครงการ จากเดิมเน้นโครงการบ้านเดี่ยวแถบชานเมือง หันมาพัฒนาโครงการทาวน์เฮาส์และคอนโดมิเนียมในเมืองเพิ่มมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยปีนี้ตั้งงบประมาณในการซื้อที่ดินเพื่อรองรับการพัฒนาในปี 2556 จำนวน 1,000 ล้านบาท จากปีที่แล้วใช้งบซื้อที่ดินจำนวน 600 ล้านบาท
นอกจากนี้ จะพัฒนาบ้านพร้อมอยู่เพิ่มขึ้นเป็น 80% จากจำนวนสินค้าทั้งหมด เพื่อรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค จากในปี 2554 บ้านพร้อมอยู่มีสัดส่วน 70%
ทั้งนี้ การเพิ่มบ้านพร้อมอยู่ดังกล่าวเชื่อว่าจะทำให้ปี 2555 บริษัทจะมียอดขายที่ 3,000 ล้านบาท และมีรายได้สูงกว่าปี 2554 ประมาณ 40% หรือ 2,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) จำนวน 1,200 ล้านบาท โดยจะรับรู้ในปีนี้ทั้งหมด
สำหรับแผนพัฒนาโครงการใหม่ในปีนี้มีจำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านบาท ได้แก่ โครงการชวนชื่น รัตนาธิเบศร์ มูลค่า 400 ล้านบาท โครงการชวนชื่น จรัญสนิทวงศ์ 3 มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท และในช่วงปลายปี 2555 จะเปิดโครงการทาวน์เฮาส์และโฮมออฟฟิศย่านวิภาวดี มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท ในขณะที่โครงการที่อยู่ระหว่างการขาย 17 โครงการ มูลค่าคงเหลือ 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นส่วนเสริมในการสร้างยอดขายปีนี้
ด้านโครงการคอมมูนิตีมอลล์ ย่านถนนเพชรเกษม จะเริ่มกลับมาก่อสร้างในปีนี้ หลังจากที่เลื่อนการก่อสร้างในปีที่ผ่านมาเนื่องจากผลกระทบจากน้ำท่วม โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ในปี 2556
ขณะที่การปรับขึ้นราคาบ้านตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้นบริษัทยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นราคาบ้านในขณะนี้ โดยจะรอความชัดเจนของนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ซึ่งหากรัฐบาลปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 23% พร้อมกันก็จะช่วยชดเชยต้นทุนค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวได้ แต่หากราคาวัสดุก่อสร้างปรับขึ้นมากก็อาจจำเป็นต้องปรับราคาขึ้นตาม
น.ส.ชุติมา กล่าวว่า ส่วนผลประกอบการในปี 2554 รายได้ลดลงเหลือเพียง 1,700 ล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 3,000 ล้านบาท ส่วนยอดขายอยู่ที่ 2,080 ล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ 2,800 ล้านบาท โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่ยอดขายเหลือเพียง 200 ล้านบาท จากปกติที่เป็นช่วงที่มียอดขายสูงสุด 800 ล้านบาท







