
แปรกองทุนประกัน กลายเป็นเขื่อนกั้นน้ำ
ในที่สุดการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 7 ก.พ. 2555 ก็ทำคลอดกองทุนประกันภัยพิบัติ 5 หมื่นล้านบาท
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ในที่สุดการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 7 ก.พ. 2555 ก็ทำคลอดกองทุนประกันภัยพิบัติ 5 หมื่นล้านบาท แบบเบ็ดเสร็จ แถมมีความพิลึกพิลั่นให้ติดตามในหลายประเด็น
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ขึ้นเป็นประธานกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ตามมาตรา 19 ของ พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. 2555
พร้อมทั้งมีมติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านภัยพิบัติ กฎหมาย การเงิน และบริหารธุรกิจ 4 คน ประกอบด้วย ชูเกียรติ ทรัพย์ไพศาล กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เสรี จินตนเสรี หุ้นส่วนสำนักงานกฎหมายเสรีแอนด์มานพ จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ บริษัท น้ำตาลมิตรผล วาระดำรงตำแหน่ง 3 ปี
นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการโดยตำแหน่งมีหลายคน เช่น ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นต้น
“คุณพยุงศักดิ์ท่านยอมรับทำหน้าที่เป็นประธานให้ ส่วนคุณอิสระที่กำลังจะได้รับเลือกเป็นประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยคนต่อไป ก็จะร่วมเป็นกรรมการ อาจารย์ชูเกียรติ ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ สำหรับกรรมการโดยตำแหน่งก็มีหลายท่าน จึงมั่นใจว่าจะเป็นบอร์ดที่บริหารกองทุนประกันได้เหมาะสม” กิตติรัตน์ กล่าว
กิตติรัตน์ ระบุว่า สาเหตุที่ตัวเองไม่รับตำแหน่งประธานบริหารกองทุน เนื่องจากเกรงว่าจะไม่มีการถ่วงดุล หรือมีการชี้นำมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ มีสิทธิให้ความคิดเห็นเชิงนโยบายได้อยู่แล้ว โดยสังคมมั่นใจได้ว่ากองทุนประกันนี้จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
กิตติรัตน์ ระบุว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนมีหน้าที่เสนอหลักเกณฑ์ในการดำเนินการต่างๆ ของกองทุน
ขณะที่การระดมทุนของกองทุนที่มีวงเงิน 5 หมื่นล้านบาทนั้นมีหลายแนวทาง ซึ่งคณะกรรมการจะพิจารณาทางเลือก เช่น กู้เงินจากธนาคารของรัฐ ออกพันธบัตรขายให้สถาบันการเงินหรือประชาชน หรืออาจเป็นลักษณะผสมผสานก็ได้
กิตติรัตน์ มั่นใจว่าขนาดวงเงินกองทุน 5 หมื่นล้านบาท น่าจะเพียงพอสำหรับการดำเนินงานในช่วงนี้ และมั่นใจว่ากองทุนมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับความเสี่ยงทุกกรณีที่จะเกิดขึ้น
กิตติรัตน์ ยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลจะใช้เงินจากการออก พ.ร.ก.กู้เงินตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติในวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ไปใช้สร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง โดยจะให้เงินกองทุน 2 ใน 3 ของงบประมาณที่ต้องใช้สร้างเขื่อนกั้นน้ำในนิคมอุตสาหกรรม
“รายได้ของกองทุนจากการรับประกัน จะนำมาชดเชยการลงทุนสร้างเขื่อนนิคมอุตสาห กรรมทั้ง 7 แห่ง ถือเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากน้ำท่วม ซึ่งยอมรับว่าคงโดนวิจารณ์แน่ว่า เอาเงินไปสร้างเขื่อนให้เอกชน อยากให้มองว่าเราจะไม่สร้างเขื่อนรอบนิคมอุตสาหกรรมได้หรือไม่ หากไม่สร้างแล้วเขาไม่อยู่แล้วอะไรจะเกิดขึ้น” กิตติรัตน์ กล่าว
กิตติรัตน์ กล่าวว่า การนำเงินกองทุนประกันไปให้นิคมอุตสาหกรรมสร้างเขื่อน ทางนิคมอุตสาหกรรมไม่จำเป็นต้องโอนที่ดินของนิคมฯ มาเป็นที่สาธารณะ เพราะผืนดินดังกล่าวอยู่ในประเทศไทย ก็ถือว่าเป็นของประเทศทั้งหมด แล้วเงินที่กองทุนนำไปให้นิคมอุตสาหกรรมสร้างเขื่อนกั้นน้ำยังไม่เป็นของหลวง
ด้านอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดคลัง กรรมการกองทุนประกันภัยพิบัติ กล่าวว่า ตามกฎหมายของกองทุนสามารถนำเงินไปให้นิคมอุตสาห กรรมนำไปสร้างเขื่อนได้ ซึ่งเป็นหนึ่งแนวทางลดความเสี่ยงของกองทุนประกัน นอกเหนือจากไปทำประกันภัยต่อในต่างประเทศ
อารีพงศ์ กล่าวว่า การตั้งพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานกองทุนภัยพิบัตินั้น ถือว่ามีความเหมาะสม และมีกรรมการที่เป็นผู้ประกอบการหลายภาคส่วน ทั้งอุตสาหกรรม หอการค้า ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจึงน่าจะดูแลกองทุนนี้ได้
ด้านกระทรวงการคลัง รายงานว่า โครงสร้างของการรับประกันภัยจะมาจากเงินของรัฐบาล จากนั้นตั้งกองทุนประกันภัยธรรมชาติ โดยมีผู้เอาประกันภัยซื้อประกันกับบริษัทประกันภัย ซึ่งในกองทุนเมื่อรับงานมาจะส่งต่อให้บริษัทประกันภัยต่อในต่างประเทศ หรือรีอินชัวเรอร์
ส่วนแนวทางการรับประกันภัยในช่องว่างระหว่างกองทุนกับบริษัทประกันภัยนั้น จะมีบริษัทรับประกันภัยต่อภัยธรรมชาติ (SPV) เป็นตัวกลางในการรับประกันภัย โดยบริษัทประกันภัยร่วมกันจัดตั้ง SPV ขึ้น ซึ่ง SPV นี้จะเป็นองค์กรกลางที่ตั้งขึ้นเฉพาะกิจ ลักษณะคล้ายกับบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ที่มีผู้ถือหุ้นเป็นบริษัทที่รับประกันภัยทรัพย์สิน โดยสัดส่วนการถือหุ้นจะเป็นไปตามพอร์ตงานประกันภัยทรัพย์สินที่บริษัทนั้นๆ รับอยู่ ทั้งนี้ คปภ.เตรียมส่งจดหมายถึงบริษัทประกันภัยทุกแห่ง แจ้งความจำนงที่จะเข้าร่วมรับประกันภัยธรรมชาตินี้ โดยต้องพิจารณาที่ความสามารถของตนเองด้วย
หลักการของการจัดตั้งกองทุนประกันภัยนั้น จะทำให้มีการรับประกันภัยในจำนวนที่สูงขึ้นในขณะที่อัตราเบี้ยประกันภัยจะอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำสุด ด้านสาธารณชนจะเข้าถึงความคุ้มครองได้อย่างทั่วถึงในอัตราเบี้ยประกันภัยที่เหมาะสมตามพื้นที่เสี่ยง (Zoning) ภายใต้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ 4 ภัย ได้แก่ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ลมพายุ และลูกเห็บ โดยการรับประกันภัยธรรมชาติจะประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ บ้านอยู่อาศัย เอสเอ็มอี และภาคอุตสาหกรรม
สำหรับอัตราการรับประกันภัยธรรมชาติของบ้านที่อยู่อาศัยนั้น จะให้ความคุ้มครองทุนประกันภัยไม่เกิน 1 แสนบาท
เอสเอ็มอีคุ้มครองไม่เกิน 20% ของทุนประกันภัย สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท
ภาคอุตสาหกรรมคุ้มครองไม่เกิน 10% ของทุนประกันภัย สูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยตามพื้นที่เสี่ยง และความรับผิดส่วนแรก 5% ของการจำกัดความคุ้มครองขั้นต่ำที่กองทุนกำหนดให้
สำหรับตัวเลขข้อมูลจำนวนกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุตสาหกรรม 15,637 ราย ทุนประกันภัย 1.982 แสนล้านบาท เอสเอ็มอี 229,338 ราย ทุนประกันภัย 2.24 แสนล้านบาท และบ้านอยู่อาศัย 780,747 ราย ทุนประกันภัย 7.8 หมื่นล้านบาท รวมทั้งสิ้น 1,025,722 กรมธรรม์ คิดเป็นทุนประกันภัย 5 แสนล้านบาท
ทั้งหมดนี้คือกลุ่มที่กองทุนประกันภัยพิบัติจะเข้าไปดูแล แต่เมื่อมีการแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปดูแลลงทุนเขื่อนกั้นน้ำ อาจทำให้วงเงินการรับประกันน้อยไปกว่าที่หลายคนคาดคิด







