
กสทช.ระดมเคลียร์กม.ต่างด้าวสิทธิ3จี
กสทช.หวั่นซ้ำรอย กทช. เร่งเคลียร์ร่างต่างด้าวครอบงำคดีฟ้องร้อง ก่อนเปิดประมูลไลเซนส์ 3จี ไตรมาส 3
กสทช.หวั่นซ้ำรอย กทช. เร่งเคลียร์ร่างต่างด้าวครอบงำคดีฟ้องร้อง ก่อนเปิดประมูลไลเซนส์ 3จี ไตรมาส 3
พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดเผยว่า จะเร่งดำเนินการใน 2 เรื่องสำคัญ คือ ความชัดเจนการบังคับใช้ประกาศ กสทช. เรื่องการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำโดยคนต่างด้าว พ.ศ. 2554 และสะสางคดีที่เกี่ยวข้องกับการประมูลใบอนุญาตให้บริการ หรือไลเซนส์ 3จี ที่ฟ้องร้องกันในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เพราะไม่ต้องการให้การประมูลไลเซนส์ 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่จะเกิดขึ้นในไตรมาส 3 ของปีนี้ เกิดเหตุการณ์ระงับการประมูลเหมือนเมื่อตอนที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ทำหน้าที่อยู่โดยขณะนี้รอให้สำนักงาน กสทช. นำเสนอรายงานสรุปผลการเปิดรับฟังข้อเสนอแนะต่อประกาศต่างด้าว ซึ่งเป็นประกาศเดิมที่ กทช.ทำไว้ เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการ หรือบอร์ด กสทช.พิจารณา
“แนวทางการพิจารณามีทั้งยกเลิก แก้ไขบางประเด็น และบังคับใช้ประกาศเดิมต่อไป ส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะถึงขั้นยกเลิก แต่น่าจะมีการแก้ไขบางประเด็นให้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเรื่องของความชัดเจนเป็นสิ่งที่นักลงทุนกังวลมากกว่าการบังคับใช้กฎหมายนี้” พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าว
สำหรับประเด็นการสะสางคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง 3จี เช่น การที่กทช.ถูกระงับไม่ให้ประมูลไลเซนส์เพราะไม่มีอำนาจ ซึ่งขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองนั้น หาก กสทช.สามารถประกาศและบังคับใช้แผนแม่บทหลัก โดยเฉพาะแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ ก็จะสามารถชี้แจงต่อศาลได้ และมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาใดๆ
นอกจากนี้ ยังได้เร่งจัดทำกรอบแนวทางการเรียกคืนคลื่นความถี่ ประกอบด้วย คลื่นความถี่สำคัญในกิจการโทรคมนาคม คือ 1800 เมกะเฮิรตซ์ 2100 เมกะเฮิรตซ์ 2300 เมกะเฮิรตซ์ ช่วงคลื่นความถี่ 2500-2600 เมกะเฮิรตซ์ และ 700 เมกะเฮิรตซ์ ให้เสร็จโดยเร็วด้วย
อย่างไรก็ตาม กสทช.เตรียมเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะหรือ ประชาพิจารณ์ ร่างแผนแม่บท 3 ฉบับ คือ แผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม และแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ในวันที่ 10 ก.พ.นี้ ซึ่งจะเป็นการจัดพร้อมกันทั้งส่วนกลางและภูมิภาค คาดว่าจะสามารถประกาศและบังคับใช้กฎหมายได้ภายในไตรมาสแรกปีนี้







