posttoday
จีนสู้ภารต

จีนสู้ภารต

06 กุมภาพันธ์ 2555

เป็นเรื่องแปลกดีเหมือนกัน ที่ตอนนี้สำนักข่าวต่างประเทศเริ่มรายงานว่า หากใครไปเยือนอินเดียแล้วอาจจะต้องประหลาดใจ

เป็นเรื่องแปลกดีเหมือนกัน ที่ตอนนี้สำนักข่าวต่างประเทศเริ่มรายงานว่า หากใครไปเยือนอินเดียแล้วอาจจะต้องประหลาดใจ

ที่บางพื้นที่นั้นแทนที่จะเจอ “อาบัง” กับเจอ “อาเฮีย” นั่นก็เป็นเพราะว่าตอนนี้มีการนำแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มช่างฝีมือในการทำงานก่อสร้างจากแผ่นดินใหญ่เข้าไปทำงานในแดนภารตกันเป็นจำนวนมาก

ในอาคารขนาดใหญ่ หรือโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างนั้น หากมองดีๆ จะเห็นว่าคนจีนมาทำงานกันอยู่เยอะ คนงานระดับแรงงานชั้นดีหลายคนได้รับการว่าจ้างมาเพื่อให้พัฒนางาน และถ่ายทอดเทคนิคต่างๆ ให้คนอินเดีย เช่น เทคนิคการเชื่อม ฯลฯ เนื่องจากที่ผ่านมาคนงานชาวอินเดียไม่ค่อยจะคุ้นชินกับการทำงานในรูปแบบของโครงการก่อสร้างแบบทันสมัย แต่กระบวนการส่งต่อความชำนาญเฉพาะทางนี้ก็กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วจากช่างที่มีคุณค่าชาวจีน ที่ได้เข้ามาช่วยให้งานก่อสร้างขนาดใหญ่สามารถแล้วเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว

หวางซื่อเฟง เจ้าหน้าที่ของสถานทูตจีนในนิวเดลี กล่าว ช่างฝีมือชาวจีนกำลังช่วยประเทศอินเดียในการขยายระบบสาธารณูปโภค และการที่จีนเป็นประเทศที่มีขนาดประชากรจำนวนมากที่สุดในโลก ก็ทำให้คนจีนมีความได้เปรียบในการแข่งขันในด้านอุตสาหกรรม และเทคนิคการก่อสร้างระบบขนาดใหญ่ต่างๆ เพราะนายช่างชาวจีนให้ทั้งฝีมือและความรวดเร็ว ในขณะที่อินเดียเองก็กำลังมีความต้องการขยายตัวด้านเศรษฐกิจอย่างไม่หยุดยั้ง จึงเกิดเป็นความร่วมมือที่ลงตัว

ในขณะนี้รัฐบาลอินเดียกำลังมีแผนการที่จะลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ต่างๆ อีกมาก คิดเป็นเม็ดเงินราวๆ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะต้องดำเนินการภายใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสสำคัญให้บริษัทจีนได้มาร่วมทำงานด้วยมากขึ้น

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทก่อสร้างจากจีนได้เข้ามาดำเนินการระบบสาธารณูปโภคหลายโครงการ คิดเป็นมูลค่าของโครงการที่สำเร็จไปแล้วประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

หันไปมองด้านการค้ากันบ้าง การค้าระหว่างจีนและอินเดียมีการเติบโตมากถึง 20 เท่า เมื่อเทียบจากปี 2543 สู่ปี 2553 กล่าวคือ เพิ่มจากมูลค่า 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นมากกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่ามูลค่าการค้าระหว่างกันนี้ จะพุ่งทะยานไปสู่ระดับเม็ดเงินเกินกว่า 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ และทะลุ ยอดแสนล้านเหรียญสหรัฐในอีกไม่เกิน 4 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้จีนกลายเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของอินเดีย แซงหน้าคู่ค้ายักษ์ใหญ่หน้าเดิมๆ อย่างสหรัฐ อังกฤษ ขึ้นไปยืนแป้นเป็นอันดับ 1 ได้ในที่สุด

ด้านแรงงาน คาดว่าน่าจะมีแรงงานจีนเข้าไปสู่อินเดียในจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้นำด้านอุตสาหกรรมและเจ้าหน้าที่รัฐได้เล็งเห็นแล้วว่า คนงานชาวอินเดียยังขาดความชำนาญด้านเทคนิคที่จะนำประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้รวดเร็วอย่างที่ต้องการ ดังนั้นในขณะที่ยังไม่สามารถอุดช่องว่างนี้ได้ บริษัทอินเดียจึงจำเป็นต้องพึ่งพาความสามารถเฉพาะของคนงานจีนในการสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ ถนนไฮเวย์ โรงงานไฟฟ้า รวมไปถึงการทำงานในอุตสาหกรรมเหล็ก การกลั่นน้ำมันดิบ การสร้างสะพานแขวน ระบบสารสนเทศ หรือแม้แต่การสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ที่สนามบินในกรุงนิวเดลี

สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานประเด็นสำคัญด้วยว่า นอกจากการเรียนรู้เทคนิค และความเชี่ยวชาญในการทำงานเฉพาะทางแล้ว การเข้ามาของแรงงานฝีมือชาวจีนยังมาช่วยทำให้แรงงานอินเดียได้เรียนรู้วิธีการทำงานจากชาวจีนในด้านอื่นๆ และเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีด้วย เช่น มีการมาทำงานสายน้อยลง ไม่หยุดดื่มน้ำชาหรือคุยเรื่องซุบซิบกันบ่อยๆ

Raghav Gupta ประธานบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ เทคโนแพค แอดไวเซอร์ กล่าวว่า อินเดียอาจเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้านไอที สามารถผลิตแพทย์ ทนายความ หรือผู้จบปริญญาโทได้หลายพันคนต่อปี แต่ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดคืออินเดียไม่มีช่างฝีมือด้านอิเล็กทรอนิกส์ ช่างไม้ ช่างเชื่อม ช่างเครื่อง หรือช่างก่ออิฐ ที่จะสามารถสร้างโครงการขนาดใหญ่ คนงานส่วนใหญ่ได้รับ การสอนงานกันแบบสดๆ ในพื้นที่ทำงาน และมักจะทำให้โครงการเกิดความล่าช้า รวมถึงอาจทำให้ต้นทุนการดำเนินงานโครงการแพงขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความต้องการแรงงานชาวจีน แต่หากมามากเกินไปก็ย่อมเกิดผลเสีย ดังนั้นจึงเกิดสถานการณ์ที่ทำให้มีความไม่พอใจกันในปีก่อน จนต้องออกระเบียบการให้วีซ่าที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้แรงงานจีนประมาณ 2.5 หมื่นคนต้องกลับบ้าน เพราะเข้าประเทศมาด้วยวีซ่าธุรกิจ ไม่ใช่วีซ่าทำงาน และนั้นก็ส่งผลกระทบทำให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้า 14 แห่งต้องชะงัก

เจ้าหน้าที่ของอินเดียรายหนึ่ง กล่าวว่า อันที่จริงแล้วอินเดียไม่ได้มีปัญหาในการเข้ามาของคนงานจีนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ แต่ก็ไม่ต้องการให้แรงงานจีนเข้ามาทำงานแทนที่ในส่วนงานที่ชาวอินเดียทำได้ และจนถึงขณะนี้มีคนงานจีนในอินเดียแล้วประมาณ 1.5 หมื่นคน

ผู้นำด้านอุตสาหกรรมของอินเดีย มองว่า ทั้งสองประเทศควรจะกำหนดมาตรการร่วมกัน ว่างานด้านไหนที่จะเป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกัน เช่น ด้านการผลิต บริการ นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา พลังงาน และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา

ที่หยิบเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง ก็เพราะว่าเป็นเรื่องที่ให้มุมมองที่ดีในการทำงาน ในขณะที่ประเทศไทยเองกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ที่จะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานได้ง่ายขึ้น ก็ย่อมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานหลายๆ ด้าน ที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ และรัฐบาลของแต่ละประเทศจะต้องตกลงกันเพื่อหาบทสรุปที่ลงตัวที่สุด เพราะการพัฒนาให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ต้องอาศัยการเคลื่อนย้ายแรงงาน แต่หากมีแรงงานต่างชาติเข้ามามากเกินไป ไม่ว่าประเทศไหนก็จะเดือดร้อน เพราะจะเกิดการแย่งงานคนในประเทศ

ในทางกลับกัน บางอาชีพหากมีการส่งออกไปมาก ก็จะทำให้ประเทศต้นทางเดือดร้อนในเรื่องของสมองไหล ดังนั้นนโยบายด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานจึงต้องคิดให้รอบคอบ นำเข้าและส่งออกอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดความสมดุลและการพัฒนาที่รวดเร็วอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท