
ยึดทรัพย์ทักษิณ สะเทือนเอไอเอส
พลันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำนวนเงินกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท ผลของคำตัดสินดังกล่าวไม่ได้กระเทือนอยู่แค่คนในตระกูลชินวัตร หรือกลุ่มก๊วนการเมืองในสังกัด พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เพียงเท่านั้น
แต่ผลกระทบที่เสมือนคลื่นลูกใหญ่ ก็กำลังตั้งท่าจะถาโถมเข้าสู่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เบอร์ 1 ของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ เพราะในคำพิพากษาของศาลระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การแก้ไขสัญญาหลายต่อหลายครั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงที่อยู่ในบทบาทหน้าที่ใดนั้น เป็นการเอื้อประโยชน์เพื่อให้การทำธุรกิจของเอไอเอสนั้น
“ง่าย” กว่าเดิม เนื่องจากในสมัยนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ หรือลูกๆ และเครือญาติต่างยังถือหุ้นอยู่ในบริษัทนี้ไม่น้อยอย่างไรก็ตาม แม้ว่า วิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารของเอไอเอสที่ทำหน้าที่
“หัวหมู่ทะลวงฟัน” ชนกับนโยบายภาครัฐมาตลอด จะบอกว่า แม้เอไอเอสจะเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรง แต่ไม่ได้กระทบแผนธุรกิจใดๆ ของเอไอเอส โดยเฉพาะการลงทุนโครงข่าย 3จี ทั่วประเทศ หลักหมื่นล้านบาท หากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) สามารถออกใบอนุญาตให้บริการ (ไลเซนส์) ได้ รวมทั้งการดาตาโรมมิง 3จี บนโครงข่ายของบริษัท ทีโอที ที่ยังคงดำเนินการตามปกติถือเป็นการชี้แจงที่เรียกได้ว่าเป็นไปตาม
“แบบแผน” ของบริษัทขนาดใหญ่ ที่ต้องทำหน้าที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้ถือหุ้น และลูกค้าที่ใช้บริการอย่างไรก็ตาม ข้างหลังภาพที่เอไอเอสกำลังเผชิญหน้าอยู่ก็คือ การต้องสู้กับมือที่มองไม่เห็นที่จ้องเล่นงานเอไอเอสอยู่อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากกว่ามือที่มองเห็นอย่างในกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานราชการใดที่เสียหายจากสัญญา หรือการแก้ไข เปลี่ยนแปลง สัญญาต่างๆ ไปรวบรวมความเสียหายและดำเนินการฟ้องร้องเอาผิดต่อไป
ทั้งนี้ เพราะเอไอเอสเองในฐานะที่เป็นเอกชนที่ปฏิบัติตามสัญญาที่ผ่านความเห็นชอบจากหน่วยงานรัฐทั้งสิ้น ย่อมยากที่จะเอาผิดได้ แต่คนที่จะผิดก็คือหน่วยงานรัฐ หรือคนของรัฐ ดังนั้นเรื่องของการชดใช้
“ความเสียหาย” ที่รัฐเสียประโยชน์นั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวลมากนักแต่สิ่งที่น่ากังวลนับจากนี้ ก็คือการเจรจาเพื่อต่อรองเรื่องต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจของเอไอเอส ก็คงจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนอย่างที่ผ่านมา
อย่างเช่นกรณีการขอโรมมิง เฉพาะในส่วนของข้อมูล (ดาตา) กับโครงข่าย 3จี ของบริษัท ทีโอที ซึ่งที่ผ่านมาเอไอเอสมั่นใจอย่างมากว่าจะสามารถทำได้ไม่ยากนัก ถึงขนาดประกาศต่อหน้าพันธมิตร คู่ค้า และสื่อมวลชน ในงานแสดงวิสัยทัศน์ของเอไอเอส เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ว่าเอไอเอสกำลังจะโรมมิง 3จี กับทีโอที
แต่เวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ ความคืบหน้าการโรมมิงดังกล่าว ก็ยังวนเวียนอยู่ในอ่าง ไม่มีผู้บริหารทีโอทีคนใด
“กล้า” ยื่นมือเข้ามาช่วยเอไอเอสเหมือนเมื่อครั้งในอดีตขณะที่เอไอเอสเองก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่า กำลังภายในของตัวเองนั้นไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ก็เลยประกาศทำใจกับเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว
ที่สำคัญ เอไอเอสยังถูกลองของในช่วงวันที่ 25 ก.พ. ช่วงที่ศาลอ่านคำพิพากษาคำตัดสิน ปรากฏว่าสัญญาณเอไอเอสในบริเวณศาลฎีกาและท้องสนามหลวงนั้นอยู่ในภาวะที่เกือบจะให้บริการไม่ได้
แม้ว่าเอไอเอสจะเตรียมการรับมือด้วยการเพิ่มช่องสัญญาณโทรศัพท์ให้สามารถใช้โทร.ได้พร้อมกัน 7 หมื่นเลขหมาย แต่ปรากฏว่าเลขหมายของเอไอเอสบอดสนิท
จากการตรวจสอบทางเทคนิคพบว่า เครือข่ายของเอไอเอสไม่มีปัญหาใดๆ แต่พบว่ามีการส่งสัญญาณรบกวน ที่ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบเอไอเอสไม่สามารถใช้งานได้!!
นี่เป็นเพียงคำเตือนเล็กๆ จากมือที่มองไม่เห็น ที่จะเริ่มเข้ามาเขย่าเอไอเอส ในฐานะที่เป็นกลุ่มธุรกิจหลักของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่แม้ว่าในขณะนี้จะไม่มีชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ปรากฏอยู่ในบัญชีผู้ถือหุ้นของเอไอเอสก็ตาม แต่ทุกฝ่ายฟันธงแล้วว่า เอไอเอสก็ยังเป็นคราบเงาของ พ.ต.ท.ทักษิณ
นับจากนี้ การดำเนินธุรกิจของเอไอเอสจะต้องเจอกับสารพัดวิบากกรรม ทั้งในรูปแบบที่มองเห็นและมองไม่เห็น เพื่อเตะสกัดเอไอเอสทุกวิถีทาง และต่อจากนี้ จะเป็นการพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพของฝ่ายบริหารของเอไอเอสว่าจะสามารถนำพาองค์กรหมื่นล้านบาทนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่







