
ธปท.เตือนเงินยังไหลเข้าต่อเนื่องเอกชนควรซื้อป้องกันความเสี่ยง
ธปท.เตือนแนวโน้มเงินทุนไหลเข้าไม่หยุด ชี้เงินบาทอยู่ในกลุ่มแข็งค่าขึ้น 1.7% แต่มั่นใจไม่สร้างปัญหาในภาคธุรกิจ
ธปท.เตือนแนวโน้มเงินทุนไหลเข้าไม่หยุด ชี้เงินบาทอยู่ในกลุ่มแข็งค่าขึ้น 1.7% แต่มั่นใจไม่สร้างปัญหาในภาคธุรกิจ
นายสิงห์ชัย บุณยโยธิน ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า นักลงทุนยังต้องระวังความผันผวนของค่าเงินบาทต่อไป เนื่องจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศน่าจะยังเข้ามาได้อีก เพราะปัจจัยเศรษฐกิจในต่างประเทศยังไม่นิ่ง และเงินทุนไหลเข้ามาชดเชยความเสียหายในภาคการประกันภัยก็ยังเข้ามาไม่หมด ที่ไหลเข้ามาก่อนหน้านี้ก็ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่เคยประเมินไว้
การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงนี้ค่อนข้างผันผวนไปตามทิศทางค่าเงินยูโรที่ผันผวนมาก จากเดิมเงินยูโรอ่อนค่าลง 1.26% แต่ช่วงนี้ปรับแข็งค่าขึ้น 1.2-1.3% ส่งผลให้สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียแข็งค่าตามแทบทุกสกุล
อย่างไรก็ตาม ตลาดเงินของไทยปรับตัวได้ค่อนข้างดี สะท้อนจากไม่มีเสียงติงจากผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน จากเดิมที่ค่าเงินผันผวน 2030 สตางค์ ผู้ส่งออกก็เดือดร้อนแล้ว แต่ในช่วงนี้ยังไม่มีเสียงบ่น แต่ยอมรับว่าค่าเงินบาทอยู่ในกลุ่มประเทศที่ค่าเงินปรับแข็งค่าขึ้น โดยปลายปีที่ผ่านมาถึงต้นปีนี้แข็งค่าขึ้นแล้ว 1.7% แต่ไม่ได้แข็งค่ามากที่สุด เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านยังสามารถแข่งขันได้
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับความผันผวนค่าเงินบาทกับสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้าน ถือว่าค่าความผันผวนเงินบาทไม่สูงนัก ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 6% กว่า ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ส่วนความผันผวนของค่าเงินรูปีของอินเดียมากกว่า โดยเงินรูปีในช่วงปลายปี 2554 ที่ผ่านมา อ่อนค่าลงไปถึง 10% แต่พอมาต้นปี 2555 กลับแข็งค่าขึ้นประมาณ 6% ส่วนเงินรูปีของอินเดีย และเงินริงกิตของมาเลเชีย แข็งค่ามากกว่า 2%
“ถึงค่าเงินบาทจะผันผวนตามปัจจัยภายนอก แต่กลไกตลาดก็ทำงานได้ดีขึ้น คือ ถึงจะผันผวน แต่เวลาอ่อนค่าก็มีคนเข้ามาขาย และเวลาถึงจุดหนึ่งก็มีคนเข้ามาซื้อ ต่างจากเมื่อก่อนที่ค่าเงินมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียว เพราะตอนนี้เงินทุนไหลเข้าและออกค่อนข้างสมดุล เพราะถึงจะมีเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดหุ้นหรือพันธบัตร แต่ก็มีคนไทยหรือธุรกิจไทยจำนวนไม่น้อยนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ” นายสิงห์ชัย กล่าว
นายสิงห์ชัย กล่าวว่า ถึงการเคลื่อนไหวเงินบาทจะสมดุลขึ้น มีการเคลื่อนไหว 2 ทิศทาง ก็มีข้อดีในการที่ช่วยให้นักลงทุนมองแนวโน้มค่าเงินทั้งแข็งและอ่อนค่า แต่นักลงทุนยังต้องระวังความผันผวนต่อไป เนื่องจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศนาจะยังเข้ามาได้อีก เพราะปัจจัยเศรษฐกิจในต่างประเทศยังไม่นิ่ง และเงินทุนไหลเข้ามาชดเชยความเสียหายในภาคการประกันภัยก็ยังเข้ามาไม่หมด ที่ไหลเข้ามาก่อนหน้านี้ก็ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่เคยประเมินไว้
ทั้งนี้ ถึง ธปท.จะมีนโยบายปล่อยให้เงินบาทเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด มากขึ้น ปล่อยให้กลไกลตลาดเป็นตัวตัดสิน จะพยายามไม่เข้าไปแทรกแซงตลาด แต่ถึงที่สุดถ้าค่าเงินบาทผันผวนมากเกินไป ธปท.ก็ยังต้องดูแล ไม่ให้ไม่ให้ผันผวนอยู่ แต่ผู้ประกอบการควรซื้อป้องกันความเสี่ยงค่าเงินไว้บ้างขึ้นช่วยให้ผลจากค่าเงินกระทบไม่มาก
นายสิงห์ชัย กล่าวว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงในการใช้หลักทรัพย์ข้ามพรมแดนระหว่างกันเป็นหลักประกันในการปล่อยสภาพคล่อง (Crossborder Collateral Arrangement CBCA) เพื่อส่งเสริมช่องทางในการเข้าถึงสภาพคล่องของสถาบันการเงินของไทยและมาเลเซียนั้น ต้องการทำให้เกิดความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างกัน ส่งเสริมธนาคารข้ามพรหมแดน สร้างกลไกลของสภาพคล่องเงินบาทและเงินริงกิตระหว่างกันให้คล่องตัวขึ้นโดยไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับกลักประกันที่สถาบันการเงินนำมาค้ำ เช่น ถ้าธนาคารไทยที่อยู่ในต่างประเทศที่มีปัญหาสภาพคล่อง ก็สามารถเอาพันธบัตรของรัฐบาลไทยหรือพันธบัตรธปท.ไปค้ำ เพื่อขอสภาพคล่องเงินริงกิตได้ เป็นต้น เช่นเดียวกับที่ไทยเคยลงนามร่วมกับญี่ปุ่น ทำให้ช่วยเสริมสภาพคล่องให้ญี่ปุ่นได้ในช่งที่เกิดซึนามิ ที่ทางญี่ปุ่นสามารถเอาพันธบัตรรัฐบาลไทยมาขอเบิกสภาพคล่องเงินบาทได้
อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปธปท.จะเน้นขยายความร่วมมือในลักษณะนี้อีกกับกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก (EMEAP) 15 ประเทศเพิ่มเติมต่อไป







