posttoday
กรุงไทยสนองรัฐ หั่นค่าธรรมเนียม

กรุงไทยสนองรัฐ หั่นค่าธรรมเนียม

02 มีนาคม 2553

 

 

 

โพสต์ทูเดย์ — ประธานกรุงไทยรับนโยบาย รมว.คลัง นำร่องรื้อต๋ง

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทยอยู่ระหว่างพิจารณาโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้ออกมาให้ความเห็นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเข้าไปดูแลธนาคารพาณิชย์ที่รายได้ค่าธรรมเนียมขยายตัวสูงกว่าปริมาณการปล่อยสินเชื่อว่าเอาเปรียบสิทธิผู้บริโภคหรือไม่

“รายได้จากค่าธรรมเนียมเป็นประเด็นที่หารือกันอยู่ว่าค่าธรรมเนียมควรเป็นค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม แต่จริงๆ แล้วระบบการแข่งขันของสถาบันการเงินการในที่สุดค่าธรรมเนียมก็จะยุติธรรมต่อลูกค้าในอัตโนมัติ เช่นการแข่งลดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมบางประเภทที่มีในปัจจุบัน” นายสถิตย์ กล่าว

ทั้งนี้ หากพบว่าการแข่งขันระหว่างสถาบันการเงินไม่มีความสมบูรณ์ ก็ต้องมีการเข้าแทรกแซงเพื่อให้ค่าธรรมเนียมมีความเหมาะสม ซึ่ง ธปท. ดูแลอยู่ในฐานะกำกับดูแลสถาบันการเงิน ซึ่งอาจมีการควบคุมหรือกำหนดค่าธรรมเนียมในธุรกรรมบางประเภท ที่มีการเรียกเก็บสูงกว่าปกติ

นายสถิตย์ กล่าวว่า ส่วนแผนดำเนินงานของธนาคารกรุงไทยในปี 2553 ที่เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลมี 3 ประเด็น ประกอบด้วย 1.การให้สินเชื่อผู้ที่ได้รับสัญญาตามโครงการไทยเข้มแข็ง 2.สนับสนุนธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 3.การแปลงหนี้นอกระบบมาเป็นหนี้ในระบบ โดยธนาคารจะดูแลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมาตราการที่นำมาใช้คือการออกหนังสือค้ำประกันของธนาคารเพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการประมูลงานของงบ ไทยเข้มแข็ง ซึ่งมีผู้มาใช้บริการด้านนี้มาก ควบคู่กันไปคือการให้สินเชื่อกับผู้ที่ได้รับสัญญาตามงบไทยเข้มแข็ง

ประเด็นที่ โดยเชื่อมโยงกับ เอสเอ็มอีทีได้รับสัญญาตามงบไทยเข้มแข็ง และเอสเอ็มอี ที่ใช้ประโยชน์จากบริษัทสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อจะได้ทำให้ของสินเชื่อได้มากขึ้น และเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของรายย่อย ให้สินเชื่อกับกลุ่มการเงินต่างๆ ที่นำไปให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการขนาดเล็กอีกต่อหนึ่ง เช่น กลุ่มสหกรณ์ หรือกลุ่มการเงินที่จัดตั้งขึ้นตามชุมชน และ

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ได้มีการหารือกันภายในธนาคารสมาชิกถึงการรื้อค่าธรรมเนียมที่ธนาคารเก็บจากลูกค้ารายย่อยว่าระบบการเงินต้องเลือกว่าจะมุ่งไปทางไหน เช่น ระบบการเงินไปสู่สังคมอิเล็กทรอนิกส์ ค่าธรรมเนียมก็มีโอกาสปรับลดลงได้ แต่อาจต้องเก็บบริการอื่นๆ ที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์แพงขึ้น

นายอภิศักดิ์ เปิดเผยว่า ธนาคารสมาชิกอยู่ในขั้นตอนของการระดมความคิดเห็น แต่ส่วนตัวมองว่า ระบบการเงินไทยควรไปสู่สังคมอิเล็กทรอนิกส์ เพราะปัจจุบัน คนไทยยังติดอยู่กับการใช้เงินสดเป็นหลัก (cash society) ซึ่งมีต้นทุนต่อรายการสูงกว่าการใช้อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งๆที่มีบัตรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆแต่คนยังไม่นิยมใช้มากนัก ต่างกับคนประเทศอื่นที่เลิกใช้เงินสดกันแล้ว

“สมาคมธนาคารไทยจะหารือร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งตัวแทนจากลูกค้าด้วย” นายอภิศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ กรณีจะยุบรวมเอทีเอ็มของทุกธนาคารเข้าไว้ด้วยกัน นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า เป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่ต้องศึกษา แต่ปัจจุบันเอทีเอ็มไม่ได้เป็นแค่เครื่องฝาก ถอน โอน แต่กลายเป็นจุดที่ให้บริการด้านอื่นๆ อีกมาก

ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า อยากเห็นต้นทุนด้านไอทีของประเทศไทยถูกกว่านี้ แต่ต้องยอมรับว่าประเทศไทยเล็ก การสั่งซื้อระบบไอที 1 ครั้ง เข้ามาใช้กันประเทศเล็ก ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยแพงกว่าประเทศใหญ่ๆที่พัฒนาแล้ว ที่ซื้อ 1 ครั้งใช้กันทั้งประเทศ คำนวณแล้วคุ้มกว่า

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ