
'ไทนรี'พ้นน้ำ 'แฟร์แฟกซ์'ต่อลมหายใจ
อนาคตทางธุรกิจบริษัทไทยรับประกัน ภัยต่อ หรือไทยรี
โดย...วารุณี อินวันนา
อนาคตทางธุรกิจบริษัทไทยรับประกัน ภัยต่อ หรือไทยรี หลังการเพิ่มทุนมหาศาลครั้งแรกนับตั้งแต่เปิดดำเนินกิจการเมื่อปี 2522 สดใส ผู้เชี่ยวชาญย้ำถ้าธุรกิจไม่รุ่ง แฟร์แฟกซ์ไม่เพิ่มทุนแน่
โดยในวันที่ 6 ก.พ.ที่จะถึงนี้ บริษัทไทยรับประกันภัยต่อ หรือไทยรี (THAIRE) จะมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อขอเพิ่มทุนจดทะเบียน จาก 1,187.35 ล้านบาท เป็น 3,512.49 ล้านบาท
นอกจากนี้ จะมีการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 742ล้านหุ้นให้แก่แฟร์แฟกซ์ ไฟแนน เชียลโฮลดิงส์ บริษัทประกันภัยรายใหญ่ของแคนาดา ในราคาหุ้นละ 3 บาท เป็นเงิน 2,226 ล้านบาท ทำให้แฟร์แฟกซ์ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 21.12% โดยจะส่งตัวแทนเข้ามาเป็นกรรมการ และปล่อยให้การบริหารอยู่ภายใต้ทีมเดิม
เมื่อรวมกับผู้ถือหุ้นต่างชาติเดิมที่ต่างก็ใช้สิทธิเพิ่มทุน ทำให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นในบริษัทไทยรีรวมกันถึง 40% เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ 25% ซึ่งทางไทยรีได้ยื่นขออนุญาตจากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นกรณีพิเศษขอให้ต่างชาติถือหุ้นในบริษัทเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งคาดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะกฎหมายเขียนไว้ในโอกาสนายทะเบียนพิจารณาเป็นรายๆ
รวมเงินที่จะได้จากการเพิ่มทุนครั้งนี้ 4,749 ล้านบาท จะทำให้ไทยรีมีเงินกองทุนหลังเพิ่มทุน 6,975 ล้านบาท อัตราส่วนเงินกองทุนอยู่ที่ระดับ 125% ตามเกณฑ์ คปภ.กำหนด จะทำให้บริษัทมีส่วนของผู้ถือ หุ้นในจำนวนที่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจอย่างไม่สะดุด
นับเป็นครั้งแรก ที่ไทยรีมีการเพิ่มทุนมหาศาลตั้งแต่มีการดำเนินกิจการอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2522 ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากเหตุการณ์มหันตภัยน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ในฐานะที่เป็นบริษัทประกันภัยต่อแห่งเดียวของประเทศไทย คาดว่าจะได้รับความเสียหายครั้งนี้ 2,100 ล้านบาท
ประเด็นที่น่าสงสัยในวงการประกันภัย คือ หลังการเพิ่มทุน บริษัทไทยรับประกันภัยต่อ จะเดินไปในทิศทางใด ท่ามกลางความเสี่ยงจากมหันตภัย ที่บริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศขึ้นราคาเบี้ยประกันรวดเดียวตั้งแต่ 8% ถึง 16% และศักยภาพทางธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด
ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยมองว่า ไทยรี หลังจากนี้มีศักยภาพทางธุรกิจสูงขึ้น และมีบทบาทสูงขึ้นในการช่วยธุรกิจประกันภัยไทยรับประกันไว้ในประเทศ และประมวลราคาเบี้ยประกันภัยต่อที่ไม่เป็นการเสียเปรียบต่างประเทศมากเกินไป เพราะได้พันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันสูงขึ้นอย่างบริษัท แฟร์แฟกซ์
สำหรับเหตุผลที่มองว่า ไทยรี มีโอกาสทางธุรกิจสูงขึ้น จะเห็นได้จากการตอบรับที่จะเพิ่มทุนของผู้ถือหุ้นเดิมทั้งบริษัทประกันภัยไทย และผู้ถือหุ้นต่างประเทศเต็มจำนวนสิทธิที่มีอยู่
โดยเฉพาะการตัดสินใจของ “เปรมวัตซ่าส์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของแฟร์แฟกซ์ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นวอร์เรน บัฟเฟตต์ แห่งแคนาดา อนุมัติให้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของไทยรีวงเงินสูงถึง 2,226 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินการลงทุนที่สูงมาก
หากไม่มั่นใจว่าการลงทุนในครั้งนี้ จะได้ผลกำไรกลับคืนอย่างคุ้มค่า “เปรม วัตซ่าส์” ไม่มีทางที่จะให้แฟร์แฟกซ์ ทุ่มเงินลงทุนจำนวนมหาศาล
นอกจากจะได้การสนับสนุนเรื่องเงินทุนแล้ว ยังจะได้ความรู้ด้านเทคนิคการทำประกันภัยต่อ และฐานะการเงินที่เข้มแข็งเข้ามาเสริม จะได้เครือข่ายตลาดประกันภัยต่อผ่านสาขาของแฟร์แฟกซ์ที่มีอยู่ทั่วโลก
รวมถึงในฐานะที่เป็นบริษัทประกันภัยต่อของไทยเพียงแห่งเดียว และมีสัญญาประกันภัยต่อแบบความเสียหายต่อหนึ่งเหตุการณ์เอง ทำให้มีโอกาสในการขยายธุรกิจได้มากขึ้น
มีบทบาทในการชี้นำราคาประกันภัยต่อในระดับหนึ่ง ในการที่จะเข้าไปรับประกัน ภัยต่อจากกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านราคาประกันภัยต่อที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในช่วงที่ผ่านมาถึงปัจจุบันจากการที่ตลาดไทยต้องการซื้อประกันภัยน้ำท่วม มหันตภัยที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นที่เป็นบริษัทประกันภัยในการที่จะนำ 5% มารวมกันและส่งต่อมาที่ไทยรี แล้วไทยรีส่งกลับไปยังบริษัทประกันภัย แต่หลังจากที่บริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศมีการชะลอการรับประกันภัยในไทย เป็นโอกาสของไทยรีที่จะเลือกรับงานที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะเป็นผู้ที่รู้จักตลาดไทยดีที่สุด
“เรามองว่า ไทยรีจะขาดทุนในปีบัญชี 2554 และปี 2555 เพราะผลจากการจ่ายค่าสินไหมทดแทนน้ำท่วมซึ่งทั้งระบบมีสูงถึง 3-3.5 แสนล้านบาท ในฐานะที่เป็นหนึ่งเดียวของบริษัทประกันภัยต่อของไทยรายเดียวก็โดนเยอะ แต่ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา มีการจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น 80-90% ของกำไร ซึ่งสร้างผลกำไรคืนผู้ถือหุ้นไปแล้วร่วม 400-500 เท่าของเงินที่ลงทุน คาดว่าไทยรีจะเริ่มมีกำไรในปี 2556” ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยวิเคราะห์
ทั้งนี้ คาดว่าจะมีบริษัทประกันภัยหลายแห่งที่มีการประกาศเพิ่มทุนจดทะเบียนตามมา และบางรายอาจจะยอมให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นใหญ่ เพื่อความอยู่รอดของบริษัท ซึ่งตามเกณฑ์ของ คปภ.หากผู้ถือหุ้นเดิมไม่สามารถเพิ่มทุนได้ เพื่อความมั่นคงของบริษัทจะพิจารณาให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นใหญ่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ได้







