
ผนังอะลูมิเนียมแรง บีเอฟเอ็มรุกองค์กร
บี.เอฟ.เอ็ม.รุกตลาดวัสดุตกแต่ง ลุยเจาะกลุ่มสถาปนิก-ผู้ประกอบการ หวังชิงแชร์ตลาดสีทาอาคาร
บี.เอฟ.เอ็ม.รุกตลาดวัสดุตกแต่ง ลุยเจาะกลุ่มสถาปนิก-ผู้ประกอบการ หวังชิงแชร์ตลาดสีทาอาคาร
นายกศิปัญญ์ ศิริธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.เอฟ.เอ็ม. ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแผ่นผนังอะลูมิเนียมคอมโพสิท ไส้กลางกันไฟที่ใช้ตกแต่งอาคารที่อยู่อาศัยและสำนักงาน ภายใต้ชื่อ อัลพอลลิค เอฟ อาร์ จากมิตซูบิชิ พลาสติกส์ อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่าในปีนี้บริษัทมีแผนจะเจาะตลาดใหม่ไปยังกลุ่มตลาดทดแทนสีทาบ้านและอาคาร ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ จะมุ่งเปลี่ยนพฤติกรรมให้ผู้บริโภคหันมาใช้แผ่นผนังอะลูมิเนียมคอมโพสิท ที่เป็นสินค้าประเภทกรีนโปรดักส์แทนการทาสีผนัง เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ดีคงทนต่อสภาพแวดล้อม สามารถป้องกันความชื้นจากน้ำท่วมและป้องกันอัคคีภัยได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาสินค้าดังกล่าวได้รับการตอบรับที่ดีจากบริษัท โรงงาน และที่อยู่อาศัยที่ประสบเหตุอุทกภัย เพื่อใช้ซ่อมแซมผนังอาคารทดแทนสี และได้รุกตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยตลาดในประเทศจะขยายไปยังกลุ่มอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม บ้านพักอาศัยขนาดใหญ่ที่มีมูลค่า 1020 ล้านบาท ห้างสรรพสินค้า
นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมาบริษัทฯได้นำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ชื่อ โคลท์ จากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นวัสดุเกล็ดอลูมิเนียมระบายอากาศ และวัสดุแผงกันแดดอัจฉริยะสำหรับอาคารที่สามารถควบคุมด้วยระบบเซ็นเซอร์เปิดปิดได้ตามเส้นทางการเดินของแสงอาทิตย์ จึงช่วยลดการใช้เครื่องปรับอากาศ เข้ามาทำตลาดควบคู่กับแผ่นผนังอลูมิเนียม คอมโพสิทอีกด้วย
สำหรับตลาดรวมแผ่นผนังอะลูมิเนียม คอมโพสิทในปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวม 1,200 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ 30% ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำตลาด เนื่องจากมีผู้เล่นผู้ผลิต 23 รายที่เป็นแบรนด์คนไทย มีส่วนแบ่งการตลาดรายละ 20% และอีกกว่า 10 แบรนด์เป็นสินค้าจากประเทศจีน แต่ยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดน้อย โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ 400 ล้านบาท เติบโต 20%จากปี 2554 ที่มียอดขาย 335 ล้านบาท และในปีนี้จะใช้งบลงทุน กว่า 40 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโชว์รูมแสดงสินค้า การขยายบุคลากรและกิจกรรมส่งเสริมการขาย
ทั้งนี้บริษัท มิตซูบิชิ พลาสติกส์ อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้ผลิตแผ่นผนังคอมโพสิทรายใหญ่ที่สุดของโลก ตั้งแต่ปี 2514 ซึ่งถึงปี 2550 มีปริมาณการใช้ทั่วโลกแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตร.ม.
เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 335 ล้านบาท







