
พีแอนด์จีเตรียมส่งเทรนด์แฮร์แคร์บุกตลาด
พีแอนด์จีส่องเทรนด์แฮร์แคร์ แข่งนวัตกรรมรับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว เดิืนหน้าปรับโฉม ปักธงบุกคอนดิชันเนอร์ ทรีทเม้นท์เพิ่มมูลค่า
พีแอนด์จีส่องเทรนด์แฮร์แคร์ แข่งนวัตกรรมรับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว เดิืนหน้าปรับโฉม ปักธงบุกคอนดิชันเนอร์ ทรีทเม้นท์เพิ่มมูลค่า
นายวรศิษย์ ตุรงค์สมบูรณ์ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ ประจำประเทศไทย บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกรมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) หรือ พีแอนด์จี เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผม หรือแฮร์แคร์ ในปีนี้ จะมีการแข่้งขันรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่่างรวดเร็ว
สำหรับแนวโน้มที่เห็นได้ชัดจากปีที่ผ่านมาคือ ผู้บริโภคเริ่มตัดสินใจซื้อสินค้าโดยพิจารณาจากคุณภาพมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดแฮร์แคร์ในระดับพรีเมียมเติบโตมากกว่าตลาดแมส โดยเฉพาะตลาดผลิตภัณฑ์ครีมนวดผมหรือคอนดิชันเนอร์ และผลิตภัณฑ์บำรุงรักษาเส้นผม หรือ ทรีทเม้นท์ ที่มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด
จากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้ในปีนี้ พีแอนด์จีจะมุ่งทำตลาดกลุ่มคอนดิชันเนอร์ และทรีทเม้นท์อย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มมูลค่าในแง่รายได้ และสร้างการเติบโตของตลาด โดยล่าสุดได้ปรับโฉมแพนทีน โปร-วี สูตรใหม่ ภายใต้แึคมเปญ ลอง ลาสต์ติ้งคอมมิตเม้นท์ เพื่อผมสวยสุขภาพดียาวนานยิ่้งขึ้น พร้อมปรับโฉมบรรจุภัณฑ์ใหม่ทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังได้ 3 สาวแบรนด์แิอมบาสเดอร์มาเป็นตัวแทนผู้หญิงที่กังวลกับผมเสีย 3 กลุ่ม ได้แก่ นัท-มีเรีย เบนเนเดดดี้, วรนุช ภิรมย์ภักดี และ รถเมล์-คะนึงนิจ จักรสมิทธานนท์ เพื่อสร้างการรับรู้ไปยังผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน ยังได้ชูกลยุทธ์ไซส์ซิง หรือการวางตลาดสินค้าในขนาดที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่องทางจำหน่าย เช่น ชนิดซองจะมุ่งเจาะไปยังตลาดต่างจังหวัด ร้านโชห่วย ชนิดขวดขนาดกลางเข้าตลาดซูเปอร์มาร์เก็ต และขนาดใหญ่เจาะไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นต้o
ในปีที่ผ่านมาตลาดแฮร์แคร์มูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท มีอัตราการเติบโต 3-4% แต่เมื่อแบ่่งเป็นตลาดแชมพูมูลค่า 9,600 ล้านบาทพบว่าตลาดเติบโตเพิ่มขึ้นเพียง 100 กว่า้ล้านบาท ขณะที่ตลาดคอนดิชันเนอร์และทรีทเม้นต์เติบโตถึงกว่า 300 ล้านบาท
“เห็นได้ชัดว่าตลาดทรีทเม้นท์เติบโตขณะที่ตลาดแชมพูเริ่มอิ่มตัว และเมื่อดูส่วนแบ่งตลาดของบริษัทก็พบว่้า แบรนด์แพนทีนมีส่วนแบ่งเพิ่มจาก 15.2% ในปี 2553 เป็น 15.8% ในปี 2554 หรือแม้แต่แบรนด์พรีเมียมของคู่แข่งอย่าง โดฟก็มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นจาก 10.7% เป็น 10.9% ทำให้เห็นได้ว่าแบรนด์พรีเมียมเติบโตกว่าแบรนด์แมส”นายวรศิษย์กล่าว







