
ยกเครื่องประเทสไทย ไทยแลนด์ เวอร์ชัน 4
ทิศทางเศรษฐกิจปีมังกร หลังไทยผ่านวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 70 ปี
ทิศทางเศรษฐกิจปีมังกร หลังไทยผ่านวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 70 ปี
และยังต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ย่อมเป็นที่จับตามองของทุกภาคส่วนว่า นับจากนี้เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร ทางสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจจึงจัดสัมมนาเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าวในหัวข้อ “ถอดรหัส จีดีพี ปี 55” งานนี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “มุมมองเศรษฐกิจปี 55” ว่ามีโอกาสที่จีดีพีไทยจะโตได้ถึง 5% จากแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และแผนสร้างความเชื่อมั่นของรัฐบาล
ขณะที่ภาคเอกชนล้วนประเมินว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นการมองภาพเชิงบวกเกินไป เพราะเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังมีหลากหลายปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะปัญหาภัยธรรมชาติ ที่ภาคเอกชนยังขาดความเชื่อมั่นการรับมือของภาครัฐ โดย ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวว่า จีดีพี 5% ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไตรมาส 4 ที่ผ่านมาไทยเจอวิกฤตน้ำท่วม ซึ่งจะยังคงมีผลต่อเนื่องมายังไตรมาสแรกของปีนี้
นอกจากนี้ การที่เอกชนยังไม่เห็นแผนป้องกันอุทกภัยอย่างเป็นรูปธรรม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เอกชนยังไม่กล้าลงทุนเพิ่ม เมื่อไม่มีการลงทุนใหม่ เศรษฐกิจจะเติบโตได้อย่างไร รัฐบาลจึงต้องสร้างความเชื่อมั่น ถึงจะมีการลงทุนและทำให้จีดีพีโตได้
ประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังสร้างความเชื่อมั่นด้วยการตั้งกองทุนประกันภัย มีแผนบริหารจัดการน้ำ ในส่วนของ กยอ.มีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อวางยุทธศาสตร์ประเทศไทย เพราะจากการสำรวจนักลงทุนในงานบีโอไอแฟร์ที่ผ่านมา ความน่าสนใจลงทุนของไทยลดลงแล้ว จาก 10 ปีก่อนต่างประเทศมองไทยน่าลงทุนสุด แต่ขณะนี้เป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย เงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ หรือเอฟดีไอ ช่วงปี 2547-2554 ไทยเพิ่มขึ้น 7% แต่เวียดนาม และอินโดนีเซียโตมาก 26-40% ทำให้ส่วนแบ่งในเงินลงทุนเอฟดีไอของไทยลดลงต่อเนื่อง ถ้าเป็นสินค้าหากส่วนแบ่งลดลงอย่างนี้มีโอกาสเจ๊ง
ดังนั้น ไทยจึต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อเข้าสู่เวอร์ชันที่ 4 จากเดิมประเทศไทยเวอร์ชันแรกเป็นเกษตรกรรม เวอร์ชัน 2 เป็นอุตสาหกรรมเบา เวอร์ชัน 3 เป็นอุตสาหกรรมหนัก ส่วนเวอร์ชัน 4 ไทยจะเป็นอย่างไร ยุทธศาสตร์นี้รัฐบาลต้องวางให้ชัด และต้องลงมือทำจริงให้เป็นไปตามเวลาที่กำหนด พร้อมประกาศให้ต่างประเทศและในประเทศทราบความคืบหน้าเป็นระยะ ต้องสื่อสารให้ชัดเจน ไม่ขัดกันเอง ถึงจะสามารถเรียกเงินลงทุนเอฟดีไอจากต่างประเทศเข้ามาได้ เหมือนประเทศอื่นที่พยายามดึงเงินทุนจากต่างประเทศด้วยการประกาศยุทธศาสตร์ เช่น มาเลเซีย ส่งเสริมลงทุน 12 เซกเตอร์ อินโดนีเซียเป็นโลว์คอสต์ ออโตโมทีฟ ฟิลิปปินส์เป็นเซอร์วิสเอาต์ซอร์ส
ในความเห็นส่วนตัวคิดว่ายุทธศาสตร์ไทยควรเป็นไบโอฮับ เพราะไทยมีพื้นฐานทางการเกษตร มีวัตถุดิบ มีโรงงานเกษตรอุตสาหกรรม พัฒนาเป็นพลังงานจากพืช เป็นพลาสติกจากพืชต่างๆ เมื่อพลิกวิกฤตจากน้ำท่วมใหญ่ให้เป็นโอกาส เมื่อกลับมาใหม่แล้วต้องทำให้ดีกว่าเดิม เหมือนอาเจะ หรือญี่ปุ่นที่กำลังจะกลับมาจากสึนามิ ซึ่งญี่ปุ่นจะทำให้ดีกว่าเดิม ส่วนไทยต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จะเป็นอะไรต้องให้ชัด
ทั้งนี้ การที่ยักษ์ใหญ่เครื่องใช้ไฟฟ้าซัมซุงไปตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ที่ฮานอย ประเทศเวียดนาม โตชิบาลงทุนอาร์แอนด์ดีในอินเดีย สัญญาณดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังสูญเสียความเป็นเมืองที่น่าลงทุนแห่งอาเซียนไปแล้วหรือไม่ มันถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องตื่นตัน ไทยได้ฤกษ์ต้องยกเครื่องสิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ ต้องเป็นไทยแลนด์ เวอร์ชั่น 4 เงื่อนไขลงทุน ความยากง่ายในการเข้ามาลงทุน ผลประโยชน์ต่างๆ ต้องมีการทบทวนแล้วว่า เวลานี้ ไทยสู้คู่แข่งได้หรือไม่ ต้องหารือกับนักลงทุนที่เข้ามาในไทยอย่างวิเคราะห์เจาะลึกว่าอะไรเป็นสิ่งที่จูงใจให้อยากมาลงทุนในไทย และอะไรที่จะทำให้ไม่ย้ายฐานไปประเทศคู่แข่ง
สิ่งสำคัญเวลานี้ ไทยไม่ต้องไปหานักลงทุนต่างชาติรายใหม่เข้ามา แต่ต้องรักษาฐานเดิมที่มีอยู่ อย่าให้ไปไหน โดยเฉพาะกลุ่มทุนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นทุนต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เข้ามาลงทุนในไทย และส่วนใหญ่อยู่ในภาครถยนต์ อีกทั้ง ไทยต้องกำหนดทิศทางที่ชัดเจนให้กับประเทศจะเป็นศูนย์กลางของอะไร เพราะเพื่อนบ้านได้ประกาศตัวชัดเจนไปแล้ว เช่น อินโดนีเซีย จะเป็นโลว์คอส ออโต้โมทีฟ ฟิลิปปินส์ เป็นเซอร์วิส เอาท์ซอร์ส อินเดีย เป็นซอฟท์แวร์ เอาท์ซอร์ส สิงคโปร์เป็นเทรด ฮับ และไฟแนนเชียล ฮับ ไต้หวัน เป็นเซมิ คอนดักเตอร์
ส่วนไทย หลังจากที่กล้าลุกขึ้นมาประกาศปรับโครงสร้างราคาพลังงานแล้ว ก็ควรสานต่อด้วยหนุนพลังงานทางเลือก และผลักดันให้ตัวเองเป็น ไบโอ ฮับ แห่งอาเซียน และมีนโยบายที่ล้อกันตามนโยบายดังกล่าว แต่ในเบื้องต้น รัฐควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และต้องกลับมาลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้ง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงการเบิกจ่ายทั่วไป มันไม่สามารถกระตุ้น หรือฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมาได้
สอดคล้องกับ อิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ที่ระบุว่า รัฐควรเร่งลงทุนในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน โครงการรถไฟฟ้าในหลายพื้นที่ที่อยู่ระหว่างเริ่มต้น หรือเริ่มไปแล้วต้องเร่งให้เสร็จเร็วขึ้น เช่น สายสีแดง รังสิต-บางซื่อ สายสีแดงอ่อน บางซื่อ-ตลิ่งชัน สายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่ และสายสีน้ำเงิน หัวลำโพง-บางแค ซึ่งจะเห็นว่าอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมทั้งสิ้น ถ้ารัฐเร่งเดินเครื่องต่อ เอกชนก็มั่นใจ กล้ากลับมาลงทุนในพื้นที่เหล่านี้อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยพลิกฟื้นให้พื้นที่ที่เจอน้ำท่วมใหญ่รอบล่าสุดกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง
เวลานี้ทุกภาคส่วนไม่มีความเชื่อมั่น รัฐบาลต้องเร่งฟื้น โดยเฉพาะความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการจัดการน้ำ เพราะจากการประเมินความเชื่อมั่นผ่านวิกฤตต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมา พบว่าถ้าประเมินว่าความเชื่อมั่นลดลง 10% การบริโภคจะลดลง 6% และการลงทุนก็จะลดลงมากถึง 21% อีกทั้งรัฐควรหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องผังภาคและผังประเทศ ต้องมีกฎหมายรองรับให้มีการบังคับใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ ภาคนี้พื้นที่นี้จะเป็นอุตสาหกรรม เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นเกษตรกรรม เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีทิศทางในการเดินไปข้างหน้าอย่างชัดเจน
ด้าน พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในเบื้องต้นคงต้องมีการเร่งฟื้นฟูทุกภาคส่วน ทั้งภาคผลิต ภาคการบริโภคให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังเจอวิกฤตน้ำท่วม โดยกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบหนัก บางแห่งคงจะมีการปรับสัดส่วนการผลิต ผลิตในไทยบางส่วน ต่างประเทศบางส่วน ซึ่งรัฐจะต้องมีมาตรการที่จะดึงไม่ให้กลุ่มนี้ย้ายฐาน
ถึงวันนี้แม้ว่ารัฐจะคลอด พ.ร.ก. 4 ฉบับ เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางแก้ปัญหาอุทกภัย แต่ดูเหมือนยังไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนให้กลับมาได้ ซึ่งนั่นหมายถึงเป้าหมายจีดีพี 5% อาจเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อม







