
SMEเล็งลดคนงานหลังขึ้นค่าแรง300
ผลสำรวจเผยเอสเอ็มอีพร้อมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท แลกกับการลดคนงาน ขึ้นราคาสินค้า หวั่นระยะยาวเกิดภาวะว่างงาน
ผลสำรวจเผยเอสเอ็มอีพร้อมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท แลกกับการลดคนงาน ขึ้นราคาสินค้า หวั่นระยะยาวเกิดภาวะว่างงาน
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยผลสำรวจความพร้อมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำใน 7 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม และภูเก็ต ในวันที่ 1เม.ย.2555 จากกลุ่มตัวอย่าง 512 ราย เมื่อวันที่ 16-25 ม.ค. 2555 พบว่า ผู้ประกอบการจำนวน 53.4% เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าแรง และอีก 46.6% ไม่เห็นด้วย โดยผู้ประกอบการ 66.3% พร้อมทำตามนโยบาย และ 33.7% ไม่พร้อมทำตาม
สำหรับวิธีการปรับตัวเมื่อต้องจ่ายค่าแรงงานขึ้น ในระยะสั้นเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ 58.2% จะให้แรงงานทำงานมากขึ้น 38.9% ปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ 35.3% เข้มงวดการเลือกพนักงาน 25.4% ลดช่วงเวลาและค่าตอบแทนในการทำงานล่วงเวลา 22.2% ลดต้นทุนการผลิตส่วนอื่น 15.3% ปรับตัวโดยการรับเหมางานและคิดค่าตอบแทนเป็นรายชิ้น ซึ่งวิธีการนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินเป็นค่าแรงขั้นต่ำ แต่หันมาจ่ายตามจำนวนชิ้นงาน จะทำให้โครงสร้างการจ้างงานเปลี่ยนไปได้ในกลุ่มเอสเอ็มอี
ขณะที่การปรับตัวในระยะยาว 45.3% ใช้เครื่องจักรแทนแรงงาน 30.7% ลดตำแหน่งงานลงโดยไม่รับพนักงานใหม่มาแทน 19.5% ปรับโครงสร้างธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ 4.5% ปรับตัวด้วยวิธีการอื่น เช่น เลิกกิจการ เปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น หรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่า
“จะเห็นว่าเอสเอ็มอีพร้อมขึ้นค่าแรงให้ตามกฎหมายกำหนด แต่การปรับตัวของผู้ประกอบการอาจส่งผลกระทบต่อแรงงานโดยตรง เช่น ต้องทำงานมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อคุณภาพชีวิตของแรงงาน หรือในท้ายสุดอาจนำไปสู่การตกงานมากขึ้น และในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ และต้นทุนเพิ่มขึ้นจากทุกทาง จะคาดหวังให้เอสเอ็มอีปรับตัวหรือปรับแผนธุรกิจคงทำได้ยาก ดังนั้นการขึ้นค่าแรงที่เหมาะสมต่อปีควรอยู่ที่ 5-10%” นายเกียรติอนันต์ กล่าว
ขณะที่มาตรการบรรเทาผลกระทบจากรัฐบาลที่จะให้แก่ผู้ประกอบการ คือ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก 30% เป็น 23% เอสเอ็มอี 49.5% ระบุว่าเพียงพอต่อการชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 50.5% ไม่เพียงพอ เพราะปัจจุบันมีกำไรน้อยอยู่แล้ว โดยอัตราภาษีนิติบุคคลที่เหมาะสมเอสเอ็มอีเห็นว่าควรจะอยู่ที่ 15-20% ทำให้มาตรการดังกล่าวเอสเอ็มอีไม่ได้ประโยชน์
นอกจากนี้เมื่อถามมาตรการที่เหมาะสมที่เอสเอ็มอีต้องการ 51.1% ระบุว่าการจ่ายเงินอุดหนุนส่วนต่างของค่าแรงที่เกิดขึ้นเป็นมาตรการที่เหมาะสมที่สุด 20.7% ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 17.2% ต้องกาจัดฝึกอบรมแรงงาน 10.4% ลดเงินสมทบเข้าประกันสังคมในส่วนของนายจ้าง
นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการกังวลเรื่องต้นทุนการผลิตมากที่สุด เพราะมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่การปรับราคาสินค้าทำได้แค่ 1 ใน 3 ของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือ 7-8% ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการอยู่รอดของเอสเอ็มอีจะมีน้อยลง จากปัจจุบันที่ 1ใน 3 ของเอสเอ็มอี มีโอกาสตายได้ภายใน 1 ปี ก็อาจเพิ่มขึ้นเป็น 2 ใน 3 ได้







