
4จี 100 เมกะบิต ไทยล้ำหน้าอาเซียนได้จริง
แม้การเปิดบริการแอลทีอี 4จี ของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส
แม้การเปิดบริการแอลทีอี 4จี ของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส
ที่ได้รับไฟเขียวจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา จะสร้างปรากฏการณ์ฮือฮาด้วยการเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้สัมผัสเทคโนโลยีความเร็วสูง 100 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่ง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที มั่นใจว่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทย “ล้ำหน้า” และไปไกลกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน แต่บริการ 4จี ครั้งนี้ ก็ยังกลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามต่อไปว่า ไทยพร้อมแล้วจริงหรือที่จะก้าวสู่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเช่นนี้
ด้วยว่าปัจจุบันนี้ สิ่งที่ผู้ใช้บริการมือถือต้องการไม่ใช่ความเร็วขั้นเทพที่สามารถใช้ได้เก๋ๆ ไม่กี่สถานีทั้งประเทศ แต่คือเครือข่ายที่ดีและมีคุณภาพที่จะทำให้การสื่อสารได้เข้าถึงและตอบโจทย์การใช้งานในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารด้วยเสียงและการสื่อสารด้านข้อมูล หาใช่เครือข่ายที่โทร.ติดๆ หลุดๆ ทุก 2 นาที หรือวันดีคืนดีก็เกิดเครือข่ายล่มขึ้นมาซะเฉยๆ
ขณะที่การแก้ปัญหาเครือข่ายล่มยังไม่สามารถทำได้แบบสมบูรณ์ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่าสนุกเท่าไหร่ ที่จู่ๆ ประเทศไทยก็กำลังจะก้าวกระโดดไปสู่บริการ 4จี ท่ามกลางความไม่ชัดเจนของการประมูลใบอนุญาตให้บริการ หรือไลเซนส์ 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ว่าจะเกิดขึ้นได้จริงในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ตามที่ กสทช.ได้ประกาศไว้
มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน องค์กรให้คำปรึกษาและวิจัยระดับโลก กล่าวว่า ขณะนี้แอลทีอียังเร็วเกินไปสำหรับประเทศไทย เพราะแม้สมาร์ตโฟนในไทยจะเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่การใช้งานที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงการเชื่อมต่อโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ การดาวน์โหลด การแชร์รูประหว่างกัน ซึ่งไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีขั้นแอลทีอีมารองรับการใช้งานพื้นฐานในลักษณะนี้ ดังนั้นไทยจึงยังไม่พร้อมที่จะก้าวไปสู่ 4จี ในเวลานี้
สิ่งสำคัญที่ไทยควรให้ความสำคัญ คือ การกระจายบริการอินเทอร์เน็ตให้เข้าถึงและครอบคลุมทั่วประเทศ เนื่องจากทุกวันนี้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีเพียง 10% ของประชากรประเทศ และเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ บรอดแบนด์ไม่ถึงเพียง 34 ล้านราย ซึ่งยังถือว่าน้อยมากหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และปัจจัยที่จะทำให้บรอดแบนด์เข้าถึงประชาชนได้นั้น คือ 3จี ที่จะช่วยในเรื่องการครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลมากกว่า 4จี ที่ยังดูห่างไกลเกินไปนัก
อย่างไรก็ตาม วิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารเอไอเอส กล่าวว่า การเปิด 4จี ครั้งนี้ เป็นเพียงการทดสอบการให้บริการหลังจากได้รับอนุญาตจาก กสทช. เพื่อให้ประชาชนได้มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า 3จี ไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับประเทศไทย เพราะทั้ง 3จี และ 4จี ถือเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมกันและกัน โดย 3จี เน้นในเรื่องการทำให้ความสามารถในการรองรับการใช้งานด้านดาตาครอบคลุมทั่วประเทศ ขณะที่ 4จี จะเน้นไปในจุดที่มีความต้องการใช้งานดาตาสูง เช่น การดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ หรือเท่ากับเพิ่มช่องสัญญาณให้มีความเร็วและแรงมากขึ้น
“เหมือนว่าไม่เรียนมัธยมต้นแล้วข้ามไปเรียนมัธยมปลายเลยได้หรือไม่ โดยพื้นฐานสามารถทำได้ก็จริง แต่หากจะให้ความรู้เชื่อมต่อกันได้ก็ควรจะเรียนไปทีละขั้น ในทางเทคโนโลยีก็เช่นเดียวกัน ก่อนจะไปถึง 4จี ก็ยังต้องการ 3จี ซึ่ง กสทช.ก็ชัดเจนว่าจะประมูลคลื่นทีละขั้นอยู่แล้ว” วิเชียร กล่าว
สำหรับการให้บริการ 4จี ของเอไอเอสครั้งนี้ มีทั้งหมด 28 สถานีฐาน คือ 20 สถานีใน กทม. โซนแยกมาบุญครองถึงเซ็นทรัลเวิลด์ และ 8 สถานีในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อชี้ให้เห็นว่า 4จี มีดีกว่าใช้งานเพื่อบันเทิง ยังใช้ในเรื่องการศึกษา และการใช้งานด้านอื่นๆ เช่น การแพทย์ทางไกล การประชุมทางไกล โดยเอไอเอสให้ทดลองใช้ฟรีในสัปดาห์หน้า เป็นต้น โดยจะเริ่มเปิดให้ประชาชนได้ทดลองใช้บริการได้ฟรีในจุดที่เอไอเอสจัดไว้ประมาณสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป
พ.อ.เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. กล่าวว่า กสทช.ให้เอไอเอสทดสอบ 6 เดือน เพื่อต้องการให้นำคลื่นความถี่ 2.3 กิกะเฮิรตซ์ของทีโอทีที่ยังว่างอยู่มาใช้งานให้เป็นประโยชน์ และไม่ได้ปิดกั้นเอกชนรายอื่นทดสอบ หากเอกชนรายใดมีความพร้อมก็สามารถมาขอกสทช.ได้เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ กสทช.พร้อมที่จะเปิดประมูลไลเซ่นส์ 3 จีเต็มที่ แต่ต้องรอให้แผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่และแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาก่อน โดยจะเปิดประชาพิจารณ์ในวันที่ 10 ก.พ.นี้
ภาพรวมทั้งหมดจึงดูเหมือนว่าปรากฏการณ์แอลทีอี 4จี ครั้งแรกในไทย จะเป็นเพียงกิมมิก







