posttoday
เวทีปั้นผุ้นำค่ายเคแบงก์

เวทีปั้นผุ้นำค่ายเคแบงก์

01 กุมภาพันธ์ 2555

หลังจาก ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อำลาตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย

โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์

หลังจาก ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อำลาตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ก้าวขึ้นเป็น ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แม่ทัพใหญ่ค่ายเคแบงก์ “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ก็ต้องขึ้นมาเป็นกรรมการผู้จัดการแบบขัดตาทัพ

ก่อนจะตัดสินใจปั้นผู้บริหารหนุ่ม 4 หน่อขึ้นมาทดสอบงานใหญ่ ด้วยการตั้ง “4 ภูมิ” ในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ประกอบด้วย “กฤษฎา ล่ำซำ” ดูแลการบริหารธุรกิจ “ธีรนันท์ ศรีหงส์” ดูแลโครงสร้างเทคโนโลยีสารสนเทศ “ปรีดี ดาวฉาย” ดูแลบริหารความเสี่ยง และ “สมเกียรติ ศิริชาติไชย” ดูแลด้านทรัพยากรบุคคล

หากย้อนกลับไป 2 ปีก่อน รูปแบบการแต่งตั้งผู้บริหารของกสิกรไทยทั้ง 4 หน่อ ได้สร้างความฉงนสงสัยให้กับคู่แข่งกับแนวทางที่ไม่มีใครทำมาก่อน

เดิมทีรูปแบบการบริหารธนาคารจะมุ่งสู่ถนนสายเดียว คือ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่จะเป็นผู้ชี้ขาดต่อการตัดสินใจ แต่วันนี้รูปแบบ 4 ภูมิ ที่บัณฑูรปลุกปั้น เพื่อรอให้เหลือภูมิเดียวในสิ้นปีนี้ ได้ปรากฏผลงานให้เห็นเด่นชัดแล้วว่า การทำงานเป็นทีมก็สามารถประสบความสำเร็จได้ หากแต่ละคนรู้หน้าที่ของตัวเองชัด

“การทำงาน 4 คน เป็นความพยายามที่จะลด และทำลายระบบไซโลให้มากที่สุด” ธีรนันท์ เปรียบการทำงาน 4 ภูมิ ซึ่งสามารถลดข้อจำกัดการบริหารงานที่ซับซ้อนได้มาก

ธีรนันท์ อธิบายว่า การทำงานทุกองค์กรจะแบ่งเป็นด้านๆ และมีหน้าที่หลัก แต่โจทย์ของธนาคารคือ เมื่อเป็น 4 ภูมิแล้ว จะทำอย่างไรให้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมีการกระจายตัว และสอดรับการทำธุรกิจอย่างเหมาะสม ซึ่งกว่าที่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องมีการร่วมมือ ใช้ทั้งคนและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ไม่เช่นนั้นการทำงานก็จะเป็นรูปแบบเดิมคือ ไม่สามารถดึงคนจากอีกสายงานเพื่อให้ทำงานแทนกันได้

สิ่งที่ธนาคารทำจึงเป็นการปรับเปลี่ยนจากการทำธุรกิจ เป็นการให้บริการ มีการทำงานร่วมกับผู้จัดการสายงานผลิตภัณฑ์ เพื่อทำแผนธุรกิจให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ที่วางไว้ในภาพใหญ่ บูรณาการวิธีการทำงานของแต่ละหน่วยงานให้สอดประสานเข้าด้วยกัน

เวทีปั้นผุ้นำค่ายเคแบงก์

 

พี่ใหญ่สุด ปรีดี ย้ำผลงานที่ผ่านมาของธนาคารคือผลงานของทั้ง 4 ภูมิ และพนักงานอีก 1.6 หมื่นคน จริงๆ แล้วการทำงานไม่ได้แยกว่า ผู้ที่ดูแลด้านความเสี่ยงจะต้องดูหน้าที่นี้เพียงอย่างเดียว แต่ภูมิอื่นก็ร่วมมือช่วยกัน เพราะธุรกิจธนาคารเกี่ยวเนื่องกับความเสี่ยง ต้องมีการบริหารจัดการเงิน

ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารก็สามารถบริหารจัดการให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (สเปรด) อยู่ในระดับแถวหน้าของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ได้ โดยมีเป้าหมายเดินไปข้างหน้า แต่ต้องเสียหายน้อยที่สุด

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ 4 ภูมิจะต้องขับเคลื่อนต่อไปข้างหน้า ใต้ร่มเงา “บัณฑูร” จากนี้ คือ การสยายปีกธุรกิจธนาคารไปสู่ภูธร และสร้างเครือข่าวพันธมิตรกับธนาคารต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย เพื่อรองรับการเปิดการค้าเสรีอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า

สมเกียรติ ใช้คำว่า “ต่อไปกรุงเทพมหานครจะไม่ใช่ไข่แดง แต่ประเทศไทยคือ “ไข่แดง”

นี่คือสิ่งภารกิจที่ธนาคารเคแบงก์จะต้องเดินเครื่อง โดยเฉพาะการกระจายการให้บริการและธุรกิจลงไปในหัวเมืองใหญ่

ปัจจุบันความต้องการสินเชื่อเมื่อคิดเป็นความต้องการจำนวนราย อยู่ในต่างจังหวัดถึง 70% และอีก 30% อยู่ในกรุงเทพฯ ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 80% เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในต่างจังหวัด

สิ่งเหล่านี้สามารถสะท้อนได้ว่า ความต้องการสินเชื่อและบริการของลูกค้าในต่างจังหวัดยังมีอยู่ เพียงแต่ซุกซ่อนให้ค้นหาอยู่ ในขณะที่หน่วยงานต่างๆ กลับตีความว่า ลูกค้าในต่างจังหวัดไม่มีความต้องการ จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

“ลูกค้าต่างจังหวัดอาจฝากเงินจำนวนไม่มาก ธนาคารก็ต้องดูว่า แล้วเขาเอาเงินไปไว้ที่ไหน เราอาจต้องเสริมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อสนองความต้องการลูกค้ากลุ่มนี้” สมเกียรติ อธิบาย

สมเกียรติ อธิบายว่า การทำงานต้องเป็นเฟส เริ่มต้นธนาคารต้องดูจังหวัดที่มีหัวเมืองใหญ่ก่อน โดยแบ่งธุรกิจเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก ธุรกิจที่ให้บริการเป็นหลัก เช่น พื้นที่ในภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี

กลุ่มที่สอง หัวเมืองใหญ่ที่ธุรกิจอิงกับอุตสาหกรรม เช่น พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี

และกลุ่มสุดท้าย หัวเมืองใหญ่ที่ธุรกิจอิงกับภาคการเกษตรและแปรรูป เช่น สงขลา และนครปฐม แต่ในบางจังหวัดก็มีทั้งธุรกิจท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกัน เช่น ชลบุรี

การแยกรายละเอียดเพื่อลงลึกแต่ละหัวเมืองใหญ่จะทำให้ธนาคารรู้ความต้องการลูกค้า และเข้าใจโครงสร้างในแต่ละจังหวัดมากขึ้น เช่น บางจังหวัดลูกจ้างจะมาจากจังหวัดอื่นเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนในพื้นที่ก็อาจมีความต้องการสินเชื่อบุคคล แต่ถ้าเป็นจังหวัดที่เป็นอุตสาหกรรม ก็จะเน้นไปที่สินเชื่อผู้ประกอบการและซัพพลายเออร์

“ปีนี้เราจะโตในต่างจังหวัดค่อนข้างเยอะ โดยรวมสินเชื่อที่ตั้งเป้าไว้ 9-11% จะให้น้ำหนักต่างจังหวัดส่วนใหญ่” สมเกียรติ กล่าว

อีกภารกิจคือ การหาพันธมิตรกับธนาคารในประเทศต่างๆ เพื่อให้บริการนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย และเชื่อมต่อความต้องการลูกค้าไทยที่ต้องการไปลงทุนในต่างประเทศ โดยธนาคารแบ่งไว้ 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก กลุ่มประเทศที่เข้ามาลงทุนเพื่อใช้ไทยเป็นฐานในการผลิตเพื่อขายในประเทศ และส่งออกไปยังตลาดอาเซียนและตลาดโลก คือ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ปัจจุบันมีธนาคารพันธมิตรท้องถิ่นในญี่ปุ่นจำนวนทั้งสิ้น 19 ธนาคาร โดยใช้หลักการส่งต่อลูกค้า หากลูกค้าญี่ปุ่นมาทำธุรกิจในไทย กสิกรไทยจะเป็นฝ่ายดูแลให้ ส่วนประเทศเกาหลีใต้นั้นมีธนาคารพันธมิตร 2 ราย ที่ธนาคารได้เข้าร่วม

การเดินหน้าสิ่งที่ทำมากับธนาคารพันธมิตรในญี่ปุ่น ทำให้ขณะนี้ธนาคารมีส่วนแบ่งการตลาดบริษัทญี่ปุ่นในไทยเพิ่มขึ้นจาก 12% ในปี 2553 เป็น 13% ในปี 2554

ปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าถึง 4,300 บริษัท จากขนาดธุรกิจโดยรวมประมาณ 7,000 บริษัท

กลุ่มที่สอง ขยายตลาดไปเวียดนาม อินโดนีเซีย และพม่า ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานสนับสนุนลูกค้าที่ไม่ได้มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่มาก และกลุ่มเอสเอ็มอี ให้ข้อมูลพื้นฐานการทำธุรกิจและกฎหมาย

ขณะนี้ธนาคารมีพันธมิตรทั้งหมด 7 แห่ง 4 ประเทศ คือ เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และลาว โดยในเวียดนามมีสาขาที่ให้บริการ 1,900 สาขา และอินโดนีเซีย 3,400 สาขา

ไฮไลต์กลุ่มสุดท้ายคือ จีน จะเน้นไปที่ลูกค้าเอสเอ็มอี ปีนี้ธนาคารมีแผนเปิดสาขาในจีนอีก 2 แห่ง โดยมีแผนปล่อยสินเชื่อเพิ่มเป็น 2,000 ล้านหยวน หรือ 1 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนทำได้ 800 ล้านหยวน หรือ 4,000 ล้านบาท

เคแบงก์ตั้งเป้าว่าใน 4-5 ปี ธนาคารจะทำให้สินเชื่อคงค้างในจีนเป็นหลักแสนล้านบาท ขณะที่ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า ธนาคารจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดระหว่างการค้าไทยจีนเป็น 30% จากปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาด 12%

นี่คือพันธกิจที่ 4 ภูมิ ต้องโชว์ฝีมือกันอีกครั้ง ก่อนเหลือ 1 หน่อ ที่บุกเดี่ยวขึ้นเป็นผู้นำองค์กรไปฟาดฟันคู่แข่งบนถนนการเงินในสิ้นปีนี้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท