
โซล่าฟาร์มบุกตลาดอาเซียน
โซล่าฟาร์มโชว์ความเป็นผู้นำใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตกระแสไฟฟ้ามั่นใจธุรกิจเติบโตยั่งยืนช่วยลดโลกร้อน
โซล่าฟาร์มโชว์ความเป็นผู้นำใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตกระแสไฟฟ้ามั่นใจธุรกิจเติบโตยั่งยืนช่วยลดโลกร้อน
เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)ได้จัดงาน “SPCG HIGH GROWTH GRAND OPENING” จัดงานเปิดตัวบริษัท ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เชิงพาณิชย์ (โซล่าฟาร์ม) แห่งแรกและมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ในคอนเซปต์ว่า “SPCG HIGH GROWTH” พร้อมทั้งแสดงผลการเติบโตของบริษัทในปัจจุบันและอนาคตอย่างก้าวกระโดด โดยมีผู้บริหารจากหลากหลายองค์กรชั้นนำเข้าร่วมคับคั่ง ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บางกอก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์
น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG เปิดเผยว่า บริษัท มีการขยายตัวทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดด จากที่มีทรัพย์สินก่อนควบรวมเพียง 163 ล้านบาท ในปี 2553 กลายเป็นมีมูลค่าสูงถึง 4,452 ล้านบาทในไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมา และมีแผนจะเพิ่มทุนเปิดขายหุ้นเป็นครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 เพื่อสร้างโซล่าฟาร์มแห่งใหม่อีก 25 โครงการ อันจะเสร็จสิ้นในปี 2556 มีมูลค่าการลงทุนกว่า 24,000 ล้านบาท ก่อนที่ไทยจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC)
ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทฯ พร้อมด้วย นายฮิโรฟูมิ ทายาม่า ประธานบริษัท บริษัท เอนเนเกต จำกัด และ นายอิซาโอะ อิมาอิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยไอจิเดนกิ จำกัด ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ เพื่อศึกษา การลงทุนร่วมกันในประเทศไทย ในกิจการประกอบระบบควบคุมไฟฟ้าแรงสูง เช่น ตู้สวิทช์ตัดตอนระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า สำหรับโซล่าฟาร์ม และโครงการอื่นๆ รวมถึงศึกษาและพัฒนาโครงการด้าน Smart Technology
อย่างไรก็ตาม จากการเล็งเห็นถึงศักยภาพในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อันเป็น พลังงานของมวลมนุษยชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งขณะนั้นตนเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด (SPC) จึงได้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Power Purchase Agreement: PPA) กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 34 โครงการ รวมกำลังการผลิตติดตั้งกว่า 240 เมกะวัตต์ และหลังจากนั้นจึงดำเนินการควบรวมกิจการกับบริษัทซึ่งอยู่ในตลาด หลักทรัพย์อย่าง บริษัท สตีล อินเตอร์เทค จำกัด (มหาชน) และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน
“ธุรกิจโซล่าฟาร์มเป็นธุรกิจ ที่มีความยั่งยืน เรามาร่วมกันก่อสร้างโรงไฟฟ้า แต่เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ดังนั้นเราจึงไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของการซื้อเชื้อเพลิง ไม่มีความผันผวนของอัตราค่าเชื้อเพลิง ลงทุนเพียงครั้งแรก และที่เหลือก็เป็นการบำรุงรักษาตลอดอายุโครงการ 30-50 ปี และการคืนเงินต้น เงินกู้ยืมแก่ธนาคารก็จะจบอยู่ภายในช่วง 10 ปีแรก ดังนั้นผลตอบแทนที่มีต่อนักลงทุนก็จะเป็นผลตอบแทนจากการประกอบกิจ การเต็มๆ” น.ส.วันดีกล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัท เอสพีซีจี ฯ เป็นผู้นำในการพัฒนาโครงการ โซล่าฟาร์มเชิงพาณิชย์แห่งแรกใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน มีแผนที่จะพัฒนาโครงการโซล่าฟาร์ม จำนวน 34 แห่งๆ ละ 6 เมกะวัตต์ รวมกว่า 204 เมกะวัตต์ มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 24,000 ล้านบาทให้แล้ว เสร็จภายในปี 2556 โดยได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นที่เรียบร้อยทั้ง 34 โครงการ ปัจจุบันมีโครงการโซ ล่าฟาร์ม 5 แห่ง ได้เชื่อมต่อขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา กรรมการตรวจสอบบริษัทและกรรมการอิสระบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาโซล่าฟาร์มและเป็นผู้นำในสายธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ ก่อนการเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไว้ว่า ตลาดทางด้านการผลิตกระแสไฟฟ้าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญที่สุด ซึ่ง เอสพีซีจี ได้เริ่มทำกันอย่างเต็มที่ และเล็งเห็นว่าตลาดนี้ไม่เพียงแต่เป็นตลาดภายในประเทศไทย เพราะว่าภายในปีไม่กี่ปีข้างหน้าเราก็จะกลายเป็นตลาดเดียวกันทั้งอาเซียน เพราะฉะนั้น เอสพีซีจี ก็จะสามารถกระจายออกไปเพื่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศต่างๆ ทั้ง 11 ประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีความต้องการมาก เพราะฉะนั้นประสบการณ์ที่ เอสพีซีจี มีและได้ริเริ่มสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ก็จะกลายเป็นสิ่งสำคัญ
เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)ได้จัดงาน “SPCG HIGH GROWTH GRAND OPENING” จัดงานเปิดตัวบริษัท ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เชิงพาณิชย์ (โซล่าฟาร์ม) แห่งแรกและมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ในคอนเซปต์ว่า “SPCG HIGH GROWTH” พร้อมทั้งแสดงผลการเติบโตของบริษัทในปัจจุบันและอนาคตอย่างก้าวกระโดด โดยมีผู้บริหารจากหลากหลายองค์กรชั้นนำเข้าร่วมคับคั่ง ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บางกอก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์
น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG เปิดเผยว่า บริษัท มีการขยายตัวทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดด จากที่มีทรัพย์สินก่อนควบรวมเพียง 163 ล้านบาท ในปี 2553 กลายเป็นมีมูลค่าสูงถึง 4,452 ล้านบาทในไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมา และมีแผนจะเพิ่มทุนเปิดขายหุ้นเป็นครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 เพื่อสร้างโซล่าฟาร์มแห่งใหม่อีก 25 โครงการ อันจะเสร็จสิ้นในปี 2556 มีมูลค่าการลงทุนกว่า 24,000 ล้านบาท ก่อนที่ไทยจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC)
ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทฯ พร้อมด้วย นายฮิโรฟูมิ ทายาม่า ประธานบริษัท บริษัท เอนเนเกต จำกัด และ นายอิซาโอะ อิมาอิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยไอจิเดนกิ จำกัด ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ เพื่อศึกษา การลงทุนร่วมกันในประเทศไทย ในกิจการประกอบระบบควบคุมไฟฟ้าแรงสูง เช่น ตู้สวิทช์ตัดตอนระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า สำหรับโซล่าฟาร์ม และโครงการอื่นๆ รวมถึงศึกษาและพัฒนาโครงการด้าน Smart Technology
อย่างไรก็ตาม จากการเล็งเห็นถึงศักยภาพในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อันเป็น พลังงานของมวลมนุษยชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งขณะนั้นตนเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด (SPC) จึงได้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Power Purchase Agreement: PPA) กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 34 โครงการ รวมกำลังการผลิตติดตั้งกว่า 240 เมกะวัตต์ และหลังจากนั้นจึงดำเนินการควบรวมกิจการกับบริษัทซึ่งอยู่ในตลาด หลักทรัพย์อย่าง บริษัท สตีล อินเตอร์เทค จำกัด (มหาชน) และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน
“ธุรกิจโซล่าฟาร์มเป็นธุรกิจ ที่มีความยั่งยืน เรามาร่วมกันก่อสร้างโรงไฟฟ้า แต่เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ดังนั้นเราจึงไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของการซื้อเชื้อเพลิง ไม่มีความผันผวนของอัตราค่าเชื้อเพลิง ลงทุนเพียงครั้งแรก และที่เหลือก็เป็นการบำรุงรักษาตลอดอายุโครงการ 30-50 ปี และการคืนเงินต้น เงินกู้ยืมแก่ธนาคารก็จะจบอยู่ภายในช่วง 10 ปีแรก ดังนั้นผลตอบแทนที่มีต่อนักลงทุนก็จะเป็นผลตอบแทนจากการประกอบกิจ การเต็มๆ” น.ส.วันดีกล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัท เอสพีซีจี ฯ เป็นผู้นำในการพัฒนาโครงการ โซล่าฟาร์มเชิงพาณิชย์แห่งแรกใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน มีแผนที่จะพัฒนาโครงการโซล่าฟาร์ม จำนวน 34 แห่งๆ ละ 6 เมกะวัตต์ รวมกว่า 204 เมกะวัตต์ มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 24,000 ล้านบาทให้แล้ว เสร็จภายในปี 2556 โดยได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นที่เรียบร้อยทั้ง 34 โครงการ ปัจจุบันมีโครงการโซ ล่าฟาร์ม 5 แห่ง ได้เชื่อมต่อขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา กรรมการตรวจสอบบริษัทและกรรมการอิสระบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาโซล่าฟาร์มและเป็นผู้นำในสายธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ ก่อนการเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไว้ว่า ตลาดทางด้านการผลิตกระแสไฟฟ้าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญที่สุด ซึ่ง เอสพีซีจี ได้เริ่มทำกันอย่างเต็มที่ และเล็งเห็นว่าตลาดนี้ไม่เพียงแต่เป็นตลาดภายในประเทศไทย เพราะว่าภายในปีไม่กี่ปีข้างหน้าเราก็จะกลายเป็นตลาดเดียวกันทั้งอาเซียน เพราะฉะนั้น เอสพีซีจี ก็จะสามารถกระจายออกไปเพื่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศต่างๆ ทั้ง 11 ประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีความต้องการมาก เพราะฉะนั้นประสบการณ์ที่ เอสพีซีจี มีและได้ริเริ่มสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ก็จะกลายเป็นสิ่งสำคัญ







