
เพื่อความยืนยง
เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2555 ประธานาธิบดี บารัก โอบามา
เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2555 ประธานาธิบดี บารัก โอบามา
ได้กล่าวแถลงรายงานสถานการณ์ของประเทศประจำปีต่อรัฐสภา ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า “ฟิล์มเขียวสำหรับสร้างอเมริกาให้ยืนยง” (Blueprint for America Built to Last) โดยมองข้ามไปยังอนาคตถึงบทบาทของสหรัฐ ในแง่เป็นผู้นำของโลกด้านการศึกษา อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง การพึ่งตนเองด้านพลังงาน การเป็นประเทศที่มีความมั่นคงและมั่งคั่ง ซึ่งวิสัยทัศน์เหล่านี้เขากล่าวว่า ไม่เหลือบ่ากว่าแรงแต่อย่างใด สหรัฐเคยทำมาแล้วในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อทหารผ่านศึกได้เดินทางกลับบ้าน และได้สร้างเศรษฐกิจสหรัฐให้แข็งแกร่งที่สุดในโลก ขณะเดียวกัน ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐปรับตัวดีขึ้น ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี 2551-2552 นั้น มีประชาชนตกงานมากมายถึง 8 ล้านคน แต่ในช่วง 22 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ดีขึ้นมาก โดยมีการสร้างงานมากกว่า 3 ล้านตำแหน่ง
ตัวอย่างสำคัญ คือ อุตสาหกรรมรถยนต์ เมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงต้นปี 2552 นั้น อยู่ในภาวะใกล้จะล้มละลาย มีการกล่าวกันมากว่า ควรปล่อยให้มันล้มตายไป เพราะแข่งขันไม่ได้แล้ว แต่เมื่อตระหนักว่ามีประชาชนนับล้านคนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้
ดังนั้น ประธานาธิบดี โอบามา ได้ตัดสินใจเดิมพันครั้งสำคัญว่าอุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยได้ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อให้ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง ปัจจุบันบริษัท GM ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเคยถูกบริษัท โตโยต้า แซงหน้าขึ้นนั้น ในปี 2554 ได้ก้าวขึ้นเป็นบริษัทรถยนต์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ในระยะที่ผ่านมาอุตสาหกรรมรถยนต์ได้สร้างงานเกือบ 1.6 แสนตำแหน่ง
สำหรับทิศทางในด้านนโยบายในอนาคตของประธานาธิบดี โอบามา ที่นำเสนอที่น่าสนใจมีหลายประการ
ประการแรก จะส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง โดยให้สิทธิและประโยชน์ในด้านภาษีอากร ขณะเดียวกัน จะลดสิทธิและประโยชน์กรณีย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ
ประการที่สอง ด้านการศึกษา เขาเห็นว่าครูอาจารย์นับว่าสำคัญมาก โดยปัญหาสำคัญคือ ครูมีรายได้ต่ำมาก จะต้องเสริมสร้างรายได้สูงขึ้น ขณะเดียวกันจะต้องให้ความยืดหยุ่นแก่โรงเรียน เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และอย่างกระตือรือร้น ขณะเดียวกันจะต้องไม่ให้เด็กออกจากระบบโรงเรียนก่อนวัยอันควร ได้เสนอให้มลรัฐต่างๆ ปรับปรุงกฎหมายด้านการศึกษาภาคบังคับ โดยขยายออกไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือจนกระทั่งอายุ 18 ปี ซึ่งปัจจุบันมีมากถึง 20 มลรัฐ ได้มีกฎหมายเช่นนี้แล้ว
สำหรับในระดับอุดมศึกษาซึ่งมีปัญหาค่าเล่าเรียนแพงนั้น เขาเห็นว่าการศึกษาระดับนี้ไม่เฉพาะเป็นสิ่งหรูหราสำหรับคนร่ำรวยเท่านั้น แต่จะต้องมีค่าเล่าเรียนต่ำสำหรับให้การศึกษาแก่ทุกครอบครัว ดังนั้น รัฐบาลกลางจะขยายเวลาเครดิตภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการศึกษา
ขณะเดียวกัน ขอให้รัฐบาลมลรัฐต่างๆ สนับสนุนงบประมาณแก่สถาบันอุดมศึกษา ส่วนมหาวิทยาลัยก็ขอให้พยายามลดต้นทุนการดำเนินการ
ประการที่สาม ระบบราชการซึ่งไม่มีประสิทธิภาพ ล้าสมัย และห่างเหินประชาชนนั้น เขาได้สั่งการให้หน่วยราชการยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่สมเหตุสมผล โดยได้ประกาศยกเลิกไปแล้ว 500 รายการ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแก่ภาคธุรกิจและประชาชนมากกว่า 3 แสนล้านบาท ในช่วง 5 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ ได้ร้องขอให้สภาผู้แทนราษฎรมอบอำนาจแก่ประธานาธิบดีในการยุบหน่วยราชการมารวมกัน เพื่อให้ระบบราชการมีขนาดเล็กลง ทำงานรวดเร็วขึ้น และสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนดียิ่งขึ้น
ขณะที่ไทยปฏิรูประบบราชการระยะที่ผ่านมา แทนที่จะลดกระทรวง ทบวง กรม ลง กลับมีกระทรวง ทบวง กรม เพิ่มขึ้นมากมาย แต่นโยบายสำคัญของรัฐบาลโอบามา คือ จะยุบรวมหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยแผนการสำคัญในปัจจุบันจะยุบ 6 หน่วยงานเข้าด้วยกัน
กล่าวคือ หน่วยงานส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็ก (Small Business Administration) สำนักงานผู้แทนทางการค้า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า บรรษัทลงทุนเอกชนในต่างประเทศ (Overseas Private Investment Corporation) หน่วยงานการค้าและการพัฒนา (Trade and Development Agency) และงานการค้าของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้บริการแก่ประชาชนแบบครบวงจร ในลักษณะ One Stop Services ซึ่งจะช่วยลดข้าราชการลงมากถึง 1,000–2,000 คน และประหยัดงบประมาณในช่วง 10 ปีข้างหน้า ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท







