
จับตาปัญหาหลัง4พรก.กู้เงินบังคับใช้
จับตาปัญหาที่ตามมาหลัง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 ฉบับของรัฐบาลมีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะการเก็บค่าธรรมเนียมแบงก์
จับตาปัญหาที่ตามมาหลัง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 ฉบับของรัฐบาลมีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะการเก็บค่าธรรมเนียมแบงก์
ในที่สุดพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน4 ฉบับ ของรัฐบาลก็ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายไปแล้วเมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา แม้กฎหมายจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาตามมาอีกมากมายที่จะต้องไปดำเนินการ
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า จะเข้าหารือกับผู้ว่าการ ธปท. ถึงความชัดเจนเรื่องอัตราค่าธรรมเนียมที่ ธปท.จะเรียกเก็บจากธนาคารพาณิชย์ และข้อข้องใจของธนาคารพาณิชย์ที่เห็นว่า การเก็บค่าธรรมเนียมนี้ไม่ยุติธรรมต่อเอกชนในวันที่ 29 ม.ค.นี้ ก่อนจะให้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. เรียกประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับนายธนาคาร เพื่อชี้แจงความชัดเจนในวันที่ 30 ม.ค.
ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างนายธนาคารพาณิชย์ตบแถวออกมาประกาศทบทวนแผนธุรกิจในปีนี้ใหม่พร้อมแสดงความคิดเห็นทันที เริ่มจากบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย ที่แสดงความกังวลว่าจากนี้ไป การแข่งขันในตลาดเงินฝากที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างธนาคารภาครัฐและธนาคารพาณิชย์ที่จะเพิ่มขึ้นจากต้นทุนต่างกัน เนื่องจากทุกวันนี้ทั้งธนาคารพาณิชย์และธนาคารภาครัฐต่างวิ่งเข้าหาเงินฝากในตลาดเดียวกัน จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องหาจุดสมดุล
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ แสดงความเห็นว่า รัฐบาลต้องชี้แจงความชัดเจนออกมาว่าภาระเงินนำส่งที่มาเรียกเก็บเพิ่มนี้มีวัตถุประสงค์อะไร ทำไมจึงเรียกเก็บแต่ธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับภาระหนี้ของประเทศในระยะยาวที่อาจกินเวลา 25-30 ปี จนกว่าจะชดใช้หนี้หมด ซึ่งจะทำให้ต้นทุนระหว่างธนาคารรัฐกับธนาคารพาณิชย์จะห่างออกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้นโยบายทางการเงินไร้ประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ลงมาอยู่ที่ 3% เพื่อช่วยหนุนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้ดี
ก่อนที่ธนาคารกรุงไทยได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ 0.125% จาก 0.875% เป็น 0.75% พร้อมทั้งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์จาก 7.25% เป็น 7.125% และเอ็มโออาร์จาก 7.5% เป็น 7.375% ขณะที่ดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ยังคงเดิมอยู่ที่ 8% โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค.นี้ จึงคาดว่าในสัปดาห์หน้าธนาคารพาณิชย์อื่นๆ จะมีการพิจารณานโยบายดอกเบี้ยตามลงมา
อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวจากฝ่ายค้าน เมื่ออดีต รมว.คลัง ของพรรคประชาธิปัตย์อย่าง กรณ์ จาติกวณิช ประกาศว่าอาจจะมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความใน พ.ร.ก.กู้เงิน 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำฯ และ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ จำนวน 1.14 ล้านล้านบาท ในวันที่ 30 ม.ค.นี้ หลังจากแท็กทีมกับอดีต รมว.คลัง คนล่าสุดอย่าง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล แสดงความเห็นผ่านโซเซียลมีเดียว่ารัฐบาลมีการบิดเบือนตัวเลขเรื่องสัดส่วนหนี้สาธารณะ
อีกประเด็นที่น่าสนใจของแวดวงการเงินในสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ การขายธุรกิจสินเชื่อรายย่อยและธุรกิจเงินฝากทั้งหมดของธนาคารระดับโลกอย่างเอชเอสบีซีในเมืองไทยให้กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยมีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 3,500 ล้านบาทซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของวิกฤตการเงินโลกที่หลายฝ่ายกำลังจับตามอง
ขณะที่ความเคลื่อนไหวทางด้านตลาดหุ้นนั้นพบว่า ในช่วงท้ายสัปดาห์หุ้นดัชนีเพิ่มขึ้นแรง ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศจะคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำจนถึงช่วงปลายปี 2557 ทำให้มีเงินโยกเข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงอย่าง เช่น หุ้นทองคำ น้ำมัน เป็นต้น และดันให้ดัชนีท้ายสัปดาห์ปิดที่ระดับ 1,076.29 จุด เพิ่มขึ้น 1.67% จากสัปดาห์ก่อน
สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์หน้า ดัชนียังมีโอกาสแกว่งตัวผันผวนต่อเนื่อง โดยต้องจับตาพัฒนาการการแก้ไขหนี้ยุโรป ทั้งการตรวจสอบก่อนการอนุมัติเงินช่วยเหลือกรีซรอบ 2 ของการประมูลพันธบัตรอิตาลี การทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือประเทศยูโรโซนโดยฟิทช์ รวมถึงการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป นอกจากนี้ในประเทศเองจะรายงานเครื่องชี้เศรษฐกิจและเงินเฟ้อรายเดือนด้วย ทั้งนี้ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,060 จุด และ 1,048 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,084 จุด และ 1,094 จุด







