
ตปท.บุกลงทุนไทย
ต่างชาติบุกซื้อตราสารหนี้ไทย 14,713 ล้านบาทเก็บหุ้นไทย 4,236 ล้านบาท ดันค่าเงินบาทแข็งปั๋ง มองหุ้นขาขึ้นถึง ก.พ.
ต่างชาติบุกซื้อตราสารหนี้ไทย 14,713 ล้านบาทเก็บหุ้นไทย 4,236 ล้านบาท ดันค่าเงินบาทแข็งปั๋ง มองหุ้นขาขึ้นถึง ก.พ.
ตลาดหุ้นเอเชียบวกถ้วนหน้ายกเว้นญี่ปุ่น ส่วนดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,076.29 จุด เพิ่มขึ้น 7.75 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายปานกลาง 27,733.28 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติโหมเข้าซื้อสุทธิถึง 4,236 ล้านบาท และซื้อในตลาดตราสารหนี้สูงกว่า 14,713 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนไทยถือโอกาสขายหุ้นทำกำไรจำนวน 3,831 ล้านบาท
นักลงทุนต่างประเทศที่มียอดซื้อสุทธิสูง ส่งออร์เดอร์ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีแอลเอสเอ จำนวน 1,379 ล้านบาท ตามด้วย บล.ยูบีเอส จำนวน 721 ล้านบาท และ บล.เครดิตสวิส ซื้อสุทธิ 530 ล้านบาท
ด้านบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เงินบาทแข็งค่าทะลุระดับ 31.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาปิดที่ 31.16 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย และความแข็งแกร่งของเงินยูโรท่ามกลางความหวังต่อการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ของกรีซกับเจ้าหนี้
ราคาทองคำขยับขึ้นต่อเนื่อง ส่งให้ผลให้ราคาขึ้นมา 100 บาท ทองคำแท่งรับซื้อ 25,350 บาท และขายออก 25,450 บาท
นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นเอเชียรวมถึงไทย เพราะมองว่าแนวโน้มระยะสั้นกำลังเข้าสู่การฟื้นตัว จากการคาดว่าทั้งธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางจีน น่าจะออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจ และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะประกาศใช้ QE 3 ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์
หุ้นที่นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาไล่ซื้อยังเป็นหุ้นตัวใหญ่ในกลุ่มที่เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบ และคาดว่าโอกาสหุ้นจะปรับขึ้นไปถึงเดือน ก.พ. นี้ หลังจากนั้นจะต้องติดตามดูสถานการณ์ในแต่ละช่วงประกอบการตัดสินใจลงทุน
นายจักรกริช เจริญเมธาชัย รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติหลักๆ มาจากโบรกเกอร์ต่างชาติ คือ ซีแอลเอสเอและยูบีเอส ซึ่งอยู่ระหว่างโรดโชว์ที่ประเทศยุโรป ทั้งสองแห่งซื้อรวมกันเกือบ 3,000 ล้านบาท
สาเหตุที่เข้าซื้อมาจากกระแสเงินทุนที่เข้ามา ผลพวงจากสหรัฐส่งสัญญาณจะคงดอกเบี้ยในระดับต่ำไปจนถึงปี 2557 ทำให้ค่าเงินสหรัฐอ่อนค่า ส่งผลให้สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมีความน่าสนใจ
“กระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าในระยะสั้นมีโอกาสดันดัชนีหุ้นขึ้นทดสอบระดับ 1,100 จุด แต่นักลงทุนต้องระวังเพราะไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐาน” นายจักรกริช กล่าว
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี กล่าวในงานสัมมนา “จัดพอร์ตการลงทุน” ว่า กรณีเป็นผู้ลงทุนรับความเสี่ยงได้ไม่มากนัก และต้องการผลตอบแทนเพียงแค่ชนะเงินเฟ้อให้คำแนะนำว่าจัดสรรเงิน 10% ลงทุนในหุ้นเท่านั้น 10% ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และที่เหลือลงทุนในตลาดตราสารหนี้
หากลงทุนตามแนวทางนี้ น่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ประมาณ 4% ชนะเงินเฟ้อประมาณ 1% เพราะมองเงินเฟ้อปีนี้ที่ระดับ 3%
กรณีเป็นผู้ลงทุนรับความเสี่ยงได้สูง แนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเพิ่มเป็น 40% ทองคำ 10% อสังหาริมทรัพย์ 20% ที่เหลือเป็นตราสารหนี้ แนวทางนี้ผลตอบแทนอาจมีความผันผวนสูง
“หากเจาะลึกการลงทุนในหุ้นแนะนำให้กระจายการลงทุนในกลุ่มดัชนี SET 50 และปีนี้หุ้นหลายๆ กลุ่มมีความน่าสนใจ เช่น กลุ่มพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ในส่วนของธนาคารพาณิชย์อาจไม่ดีมากเท่าไร เพราะมีปัจจัยลบเข้ามา” นายประภาส กล่าว







