
ธปท.ลั่นอุ้มบาทไม่ทิ้งเอกชน
ประสารยันไม่ประหยัดเงินดูแลเศรษฐกิจแม้มีภาระเพิ่มจากหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ
ประสารยันไม่ประหยัดเงินดูแลเศรษฐกิจแม้มีภาระเพิ่มจากหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ
ธปท.ประกาศทิศทางนโยบายการเงินปี 2555 ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้เป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจ ดูแลสถาบันการเงินให้เข้มแข็งและดูแลผู้บริโภค
เมื่อวันที่ 27 ม.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดแถลงทิศทางนโยบายการดำเนินงานของ ธปท. ในการบริหารเศรษฐกิจในปีนี้ว่า จะไม่ทอดทิ้งผู้ส่งออกให้ผจญกับความผันผวนของค่าเงินโดยลำพัง จะดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ผันผวนมาก แต่จะไม่ฝืนกลไกตลาด
“แม้ ธปท.จะมีภาระเพิ่มขึ้นจากการต้องชำระดอกเบี้ย 4.5 หมื่นล้านบาท และเงินต้น 1.14 ล้านล้านบาท ก็ตาม แต่ ธปท.จะไม่ประหยัดเงินในการดูแลภาพรวมของเศรษฐกิจ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
ด้านนโยบายดอกเบี้ยนั้น จะดูแลให้เป็นไปตามสมดุลของตลาดและภาวะเศรษฐกิจ ที่ยังเปราะบางจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก
นอกจากนี้ ธปท.จะมุ่งให้สถาบันการเงินแข่งขันได้ภายใต้ระบบโครงสร้างที่มั่นคง และการส่องดูแลความเสี่ยงเชิงระบบที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงินมีประสิทธิภาพ สร้างความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนธุรกิจคล่องตัวมากขึ้น และเตรียมพร้อมรองรับการชำระเงินด้วยสกุลภูมิภาคมากขึ้น จากเดิมที่ให้ชำระเงินบาทกับหยวนของจีนได้แล้ว เพื่อความสะดวกและลดต้นทุนของภาคธุรกิจให้แข่งในประชาคมอาเซียน (เออีซี) ได้ รวมทั้งสนับสนุนการยกระดับสถาบันการเงินไทยให้สอดรับกับมาตรฐานการทำธุรกิจในระดับภูมิภาค ซึ่งเรื่องนี้ ธปท.มีแผนที่จะดำเนินการไว้แล้ว
รวมทั้งจะไม่ทิ้งผู้ประกอบการในภาคธุรกิจให้รับภาวะความผันผวนที่ปีนี้จะมีมากขึ้นเองโดยลำพัง แม้ธปท.จะมีภาระการชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย ตามพระราชกำหนด(พรก.)การปรับปรุงการบริหารหนี้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 ก็ตาม แต่จะไม่ประหยัดเงินในการดูแลภาพรวมเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องดูแล เพื่อเก็บเงินไว้ใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ เพราะ 2 เรื่องนี้ ต้องแยกกัน ฉะนั้น ผู้ประกอบการไม่ต้อกังวลในเรื่องนี้ แต่การดูแลค่าเงินบาทธปท.จะยึดหลักให้ค่าเงินบาทปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยฟื้นฐานทางเศรษฐกิจ ให้ภาคธุรกิจรับมือความผันผวนได้ พร้อมทั้งจะผลักดัน”แผนแม่บทการเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายและเงินตราต่างประเทศ” เพื่อเพิ่มความสะดวกให้คนไทยไปลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้นภายใต้ต้นทุนที่ถูกลง ลดขั้นตอนกฎระเบียบ และบริหารความเสี่ยงที่มีความยืดหยุ่นได้มากขึ้น
นยปรสรนยฃนายประสาร กล่าวว่า การคุ้มครองผู้บริโภคถือเป็นสิ่งเร่งด่วนที่ต้องทำควบคู่ไปกับการเพิ่มบริการทางการเงิน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้แก่ประชาชน ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ดีขึ้น สามารถเลือกบริการที่ตรงกับความต้องการได้ โดยจะดำเนินการผ่านศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ซึ่งทำงานทั้งเชิงรุกและรับ เพื่อดูแลปัญหาการร้องเรียนทางการเงินของผู้บริโภคและให้ความรู้ประชาชนควบคู่ไปด้วย
ธปท.เปิดแนวนโยบายการทำงานปี 2555 ชี้ไม่ทิ้งภาคธุรกิจให้รับมือค่าเงินบาทผันผวนจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้นโดยลำพัง พร้อมหนุนสถาบันการเงินให้เข้มแข็งแข่งขันเออีซีได้ สร้างภูมิคุ้มกันผู้บริโภคเพิ่ม ย้ำจุดยืนต้องสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวแถลงนโยบายทิศทางการดำเนินนโยบายของธปท.ในปี 2555 พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ไปยังสำนักงานสาขาภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ด้วย ว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่พิเศษ เพราะครบรอบการเปิดดำเนินการเป็นปีที่ 70
ถ้าเทียบเป็นบุคคลคงเป็นคนที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างยาวนาน และในฐานะองค์กรธปท.ก็ได้เผชิญภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายต่อการดำเนินนโยบายการเงินและสถาบันการเงินมาหลายรูปแบบ ซึ่งตลอด 70 ปีที่ผ่านมาธปท.จะยึดมั่นในการดำเนินนโยบายอย่างมีหลักการ มีความยืดหยุ่นให้ทันต่อพลวัตสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศให้มีความมั่นคงในระยะยาว
ส่วนแนวนโยบายปีนี้ ธปท.จะสานต่อจุดยืนในภาวะขณะนี้ที่ดูเหมือนปัญหาต่างๆ จะประดังเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น แต่ความท้าทายโดยรวมยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อดูแลให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งและประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ซึ่ง ธปท.จะไม่อยู่นิ่งเฉยท่ามกลางกระแสการแข่งขัน เพราะอาจทำให้ตกขบวน ซึ่ง ธปท.พร้อมยื่นมือประสานทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน” นายประสาร กล่าว
นายประสาร กล่าวว่า สถานการณ์การเงินและความท้าทายในปีนี้ มองไปข้างหน้าหนทางไปสู่อนาคตไม่ราบเรียบ มีสิ่งกีดขวางเดิมๆที่ไม่เคยออกไปพ้นทางและสิ่งกีดขวางใหม่ๆที่มาเป็นอุปสรรคให้เศรษฐกิจมากขึ้น โดยความท้าทายจากปัจจัยภายในประเทศคงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องก้าวผ่าน ขณะที่อุปสรรคจากปัจจัยภายนอกยังท้าทายจากกระแสหลัก(Mega trend) ของวิกฤตโลกตะวันตกที่มีปัญหาหนี้สาธารณะและสถาบันเงินที่ไม่มีทีท่าจะกระเตื้องขึ้น และกระแสการรวมตัวกันของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558
ทั้งนี้ ถึงในปีนี้เศรษฐกิจเอเชียจะมีแนวโน้มดีและมีบทบาทมากขึ้น แต่ก็ประเทศในเอเซียควรระวังวิกฤตจากยุโรปที่อาจจะส่งผ่านมาทางการค้าและการเงินระหว่างประเทศที่จะมีเข้ามาเป็นระยะ ซึ่งคาดเดาไม่ได้ว่าจะรุนแรงแค่ไหน จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ
ขณะเดียวกัน การรับมือเออีซี ก็ถือเป็นโอกาสของประชาชนและภาคธุรกิจ แต่ก็เป็นความท้าทายด้วย ดังนั้นการรับมือการเปลี่ยนแปลงภาครัฐต้องลงทุนด้านที่เสริมศักยภาพการแข่งขัน ส่วนเอกชนต้องหาลู่ทางเปิดตลาดใหม่ พัฒนาประสิทธิภาพ







