posttoday
อ่านมุมมองศก.โลกจาก IMF-FED

อ่านมุมมองศก.โลกจาก IMF-FED

27 มกราคม 2555

ในสัปดาห์นี้มีการแถลงการณ์แนวโน้มการคาดการณ์เศรษฐกิจของหน่วยงานเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญของโลก 2 หน่วยงาน

ในสัปดาห์นี้มีการแถลงการณ์แนวโน้มการคาดการณ์เศรษฐกิจของหน่วยงานเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญของโลก 2 หน่วยงาน

โดย..สุรศักดิ์ ธรรมโน

คือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์และการใช้เครื่องมือทางนโยบายที่ 2 องค์กรมีอยู่ ซึ่งที่สุดแล้วผลของเครื่องมือทางนโยบายจะส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกอีกทีหนึ่ง ดังนั้นการอ่านมุมมองของ 2 หน่วยงานนี้ จึงพอจะช่วยให้ผู้ลงทุนเห็นภาพของแนวโน้มเศรษฐกิจและผลต่อราคาสินทรัพย์ได้ระดับหนึ่ง

ในภาพรวมเศรษฐกิจโลก IMF มองว่าเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง โดยปี 2555 คาดว่าจะอยู่ที่ 3.3% ขณะที่ปีที่ผ่านมา IMF ประเมินว่าอยู่ที่ 3.8% โดยเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วอ่อนแอ โดยมีการขยายตัวของจีดีพีในอัตราที่ต่ำมากโดยอยู่ที่ 1.2% เศรษฐกิจยุโรปจะถดถอยในปี 2555 โดยจะอยู่ที่ลบ 0.5% ในขณะที่เศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนายังคงขยายตัวในระดับสูง แต่ชะลอลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 6.2% โดยปี 2555 จะอยู่ที่ 5.4% และเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับภาวะถดถอยได้ ถ้าปัญหาหนี้สินสาธารณะยุโรปลุกลามไปในวงกว้าง

ในขณะที่ FED ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวในระดับปานกลาง โดยคาดว่าในปี 2555 จะขยายตัว 2.22.7% ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ในการประชุมครั้งก่อนที่เดือน พ.ย. 2554 ที่คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2.52.9% อัตราว่างงานยังคงอยู่ในระดับที่สูง แต่การที่แนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อ (PCE Deflator) ได้ปรับตัวลดลง และคาดว่าเงื่อนไขต่างๆ ทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงอัตราการใช้ทรัพยากรที่ระดับต่ำนั้น ส่งผลให้ FED ตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำมาก ซึ่งอยู่ในช่วง 00.25% จนถึงปี 2557 ซึ่งถือว่าเป็นการตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำยาวนานกว่าที่ตลาดคาดไว้ ทั้งนี้ FED ยังคงเน้นถึงความเสี่ยงเชิงลบที่จะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Significant Downside Risks to the Economic Outlook)

นอกจากนี้ ประธาน FED เบน เบอร์แนนคี เปิดเผยว่า การซื้อหลักทรัพย์เพิ่มเติม (QE) เป็นทางเลือกของ FED หากเศรษฐกิจชะลอลงมาก หรือเงินเฟ้อปรับตัวลงไม่เข้าใกล้เป้าหมายใหม่ที่ 2% ซึ่ง FED กำหนดไว้ล่าสุด

เมื่อรวมการคาดการณ์ของ IMF และ FED เข้าด้วยกัน สิ่งที่เราเห็นคือ ทั้งสองหน่วยงานไม่ได้มีมุมมองที่ดีต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐ ตามลำดับ ในกรณีของ FED ถึงกับส่งสัญญาณกลายๆ ว่า ถ้าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง FED อาจจะเริ่มนโยบาย QE ครั้งที่ 3 ผลก็คือหลัง FED แถลงผลการประชุม ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงทันทีและราคาทองทะยานขึ้นเหนือ 1,700 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ส่วน IMF แสดงถึงความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก ถึงกับใช้คำว่า “เศรษฐกิจโลกอาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ถ้าปัญหาหนี้สินยุโรปยังคงลุกลามต่อเนื่อง” และ IMF ยังเดินหน้าขอเงินทุนสนับสนุน 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากชาติสมาชิกให้ได้

นั่นหมายความว่า IMF กังวลว่า ถ้าสถานการณ์วิกฤตหนี้สินยุโรปลุกลามไปยังอิตาลีและสเปน IMF จะต้องมีเงินทุนที่เพียงพอมาสมทบกับเงินทุนของยุโรปเพื่อเข้าอุ้มอิตาลีและสเปนไม่ให้ล้ม ในขณะที่สหรัฐนั้น FED ก็พร้อมพิมพ์เงินออกมาในชื่อโครงการ QE3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ

ผมคิดว่า ขณะนี้สิ่งที่เราเห็นคือภาคเศรษฐกิจจริง ส่งสัญญาณชะลอตัวลงแล้ว แต่ภาคการเงินนั้นยังไม่สะท้อนสัญญาณดังกล่าว และดูเหมือนแสดงออกถึงการคาดการณ์ในเชิงบวกอย่างมาก ตรงข้ามกับมุมมองของ IMF และ FED

ความเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์การเงินแตกต่างจากสมัยก่อนวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส ในปี 2551 ที่ดัชนีของตลาดหุ้นเองจะเป็นดัชนีชี้นำที่ค่อนข้างที่ดีถึงวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินที่กำลังจะมา แต่การที่หลังปี 2551 ธนาคารกลางสหรัฐ ญี่ปุ่น อังกฤษ ทำนโยบาย QE หรือพิมพ์เงินกระดาษและอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) แม้ว่าจะยืนกรานว่าจะไม่ทำนโยบาย QE แต่ ECB เสนอโครงการปล่อยกู้ไม่จำกัดวงเงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำในระยะเวลา 3 ปี (LTRO) แก่ธนาคารพาณิชย์ในยุโรป และ ECB เข้าซื้อพันธบัตรของอิตาลีและสเปน เสมือนเป็นนโยบาย QE กลายๆ

การพิมพ์เงินกระดาษเข้าไปมหาศาลเพื่ออุ้มเศรษฐกิจของธนาคารกลางในประเทศตะวันตกและญี่ปุ่น ผลก็คือ ดัชนีหุ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) จึงมีการเคลื่อนไหวที่ผิดเพี้ยนไปหมด ไม่ใช่ดัชนีชี้นำที่ดีในการบ่งบอกถึงแนวโน้มเศรษฐกิจได้ดังในอดีต นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงการไร้วินัยทางการเงินและการคลังของประเทศตะวันตกอย่างชัดเจนที่สุด ถึงอย่างไรก็ตามภาคเศรษฐกิจจริงต่างหากที่จะเป็นตัวกำหนดภาวะเศรษฐกิจ การพิมพ์เงินจำนวนมากอย่างต่อเนื่องโดยไม่สอดคล้องกับระดับหรือศักยภาพของเศรษฐกิจ ผลก็คือ เงินกระดาษจะท่วมโลกและจะนำไปสู่ความเสี่ยงสำคัญ คือ “ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่ไปกับเงินเฟ้อสูง” (Stagflation)

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน