
ปัจจัยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน(2)
ในสัปดาห์ที่แล้ว คอลัมน์ “นัดพบอนุพันธ์” ได้นำปัจจัยในประเทศที่ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนมาเล่าให้ฟังไปแล้ว
ในสัปดาห์ที่แล้ว คอลัมน์ “นัดพบอนุพันธ์” ได้นำปัจจัยในประเทศที่ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนมาเล่าให้ฟังไปแล้ว
ในสัปดาห์นี้จะขอนำรายละเอียดปัจจัยนอกประเทศที่ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ
อัตราแลกเปลี่ยนเป็นราคาเปรียบเทียบระหว่างเงิน 2 สกุล ซึ่งก็คือ เงินสกุลในประเทศและเงินสกุลต่างประเทศ ดังนั้นปัจจัยภายนอกประเทศจึงมีส่วนสำคัญในการกำหนดการแข็งค่าหรืออ่อนค่าของเงินไม่ต่างจากปัจจัยในประเทศ
ปัจจัยภายนอกประเทศที่มีอิทธิพลต่ออัตราแลกเปลี่ยนอันดับต้นๆ คือ อัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ เนื่องจากในปัจจุบันการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศทำได้สะดวกมากขึ้น ดังนั้นหากอัตราดอกเบี้ยในประเทศใดเปลี่ยนแปลง ก็จะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในประเทศนั้นๆ เช่น หากอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐขยับขึ้น ก็จะดึงดูดเงินลงทุนให้เคลื่อนย้ายไปยังสหรัฐมากขึ้น เงินที่อาจจะเคยอยู่ในประเทศไทยก็อาจเคลื่อนย้ายไปยังสหรัฐได้เช่นกัน เงินเหล่านี้จะถูกแลกจากเงินบาทเป็นเงินเหรียญสหรัฐ ความต้องการเงินเหรียญสหรัฐที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐมีค่าสูงขึ้น และเงินบาทมีค่าลดลง
แต่หากดอกเบี้ยสหรัฐลดลง เงินทุนก็จะไหลออกจากสหรัฐไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งอาจรวมถึงไหลกลับเข้ามาในประเทศไทย เงินที่ไหลเข้ามาเมื่อแลกเป็นเงินบาท ก็จะทำให้ความต้องการเงินบาทสูงขึ้น ทำให้เงินบาทมีค่าแข็งขึ้น และเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง
นอกจากตลาดการเงินที่มีผลต่อค่าเงินแล้ว ปัจจัยที่สำคัญอีกด้านก็คือ ความน่าเชื่อถือของเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากเงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นสินทรัพย์และเงินทุนสำรองของประเทศ ซึ่งตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของเงินเหรียญสหรัฐที่สำคัญ คือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในช่วง 23 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในช่วงตกต่ำ ความน่าเชื่อถือในเงินเหรียญสหรัฐจึงลดลง ส่งผลให้ความต้องการถือเงินเหรียญสหรัฐลดลงตาม ผู้ลงทุนและธนาคารกลางหลายประเทศจึงถือครองเงินสกุลอื่นแทนที่เงินเหรียญสหรัฐในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาจึงแข็งขึ้นมาโดยตลอด
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ เศรษฐกิจและสถานการณ์การเมืองของโลก เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศหนึ่งอาจลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ จนกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนทั่วโลก ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวจึงมีการปรับเปลี่ยนการลงทุนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งรวมถึงเงินเหรียญสหรัฐ แล้วหันไปลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยอย่าง เช่น ทองคำหรือพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีความมั่นคง ส่งผลให้มูลค่าของเงินเหรียญสหรัฐลดลง
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยปลีกย่อยอื่นๆ ในต่างประเทศซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่ออุปสงค์และอุปทานของเงิน เช่น การเสียชีวิตของผู้นำประเทศ เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้และยากต่อการคาดเดา อัตราแลกเปลี่ยนจึงมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในสัปดาห์ต่อไปผมจะนำข้อมูลการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในอดีตที่ผ่านมาเล่าให้ฟังนะครับ







