
ส่องเทรนด์ไอที-โทรคมนาคม 2555ถึงยุคดีไวซ์ เป็นใหญ่
เพราะการใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ของผู้คนยุคนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเชื่อมต่อโซเชียลเน็ตเวิร์กกิงอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ การแชต
เพราะการใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ของผู้คนยุคนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเชื่อมต่อโซเชียลเน็ตเวิร์กกิงอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ การแชต
ส่งผลให้สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงปีที่ผ่านมา และจะยิ่งเติบโตมากขึ้นในปีนี้ ซึ่ง นิธิน บัท หุ้นส่วนและคณะที่ปรึกษา บริษัท ฟรอสต์ แอนด์ซัลลิแวน องค์กรให้คำปรึกษาและวิจัยระดับโลก กล่าวว่า ยอดขายของสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตในปีนื้จะแซงหน้าโน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อปที่เริ่มได้รับความนิยมน้อยลง เห็นได้ชัดเจนจากปีที่ผ่านมาที่สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตทั่วเอเชียแปซิฟิกรวมกัน 155 ล้านเครื่องซึ่งใกล้เคียงกับโน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อปรวมกัน
ไม่เพียงแต่สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตเท่านั้นที่เติบโต เพราะการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสามารถทำได้ผ่านอุปกรณ์ หรือดีไวซ์หลากหลายรูปแบบ เช่น เราเตอร์กระจายจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไมไฟ (mifi) ที่ช่วยทำให้ดีไวซ์หลายตัวสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้พร้อมกัน และเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Internet of Things หรือเชื่อมต่อทุกแกดเจ็ตได้ด้วยเทคโนโลยี
ในส่วนของการลงทุนด้านไอทีในปีนี้ เรื่องคลาวด์ คอมพิวติง ยังคงเป็นพระเอกที่จะเติบโตขึ้นแบบตัวเลข 2 หลัก หรือเพิ่มเป็นมากกว่า 50% จากปีที่ผ่านมา ที่เติบโตสูงอยู่แล้วในอัตรา 40% เนื่องจากแอพพลิเคชันและบริการต่างๆ ที่จะเพิ่มมากขึ้นตามความเร็วของโครงข่ายที่ผู้ให้บริการแต่ละราย รายต่างพากันอัพเกรดให้สามารถรองรับความเร็วที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการลงทุนด้านไอทีภายในองค์กรที่ยังคงอัตราเฉลี่ย 10%
บัท กล่าวว่า ด้วยเหตุที่สมาร์ตโฟนเข้ามามีบทบาทอย่างมากในปีนี้ จะได้เห็นแต่ละองค์กรธุรกิจที่ปรับตัวด้านการทำตลาดอย่างชัดเจน โดยพยายามทำตลาดผ่านโทรศัพท์มือถือมากขึ้น รวมไปถึงรูปแบบการทำงานภายในองค์กรที่จะเปลี่ยนไป คือ สามารถทำงานจากสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตได้ทันที แทนที่จะต้องมานั่งใช้คอมพิวเตอร์ในออฟฟิศ เพื่อให้ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป
ด้านภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในปีนี้จะเป็นยุค “แพลนบี” ของผู้ให้บริการทุกราย คือ เน้นการหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อหาทางออกให้กับตัวเองที่จะสามารถดึงดูดผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการมากที่สุดระหว่างที่รอความชัดเจนเรื่องการประมูลใบอนุญาตให้บริการ 3จี จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. อย่างเป็นทางการ
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าปีที่ผ่านมาจะเกิดการจับคู่ธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กับทรี บรอดแบนด์ เพื่อขยายการให้บริการไวไฟ เอไอเอส กับทีโอทีในส่วนของบริการเอชเอสพีเอ ทีโอที กับสามารถ คอร์ปอเรชั่น ในการทำตลาดเอ็มวีเอ็นโอ 3จี และ กสท โทรคมนาคม กับกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น มีเพียงบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เพียงรายเดียว ที่ไม่เน้นความร่วมมือกับพันธมิตรรายใดเลย
นอกจากนี้ การที่ไลเซนส์ 3จี ใหม่ยังไม่ชัด ทำให้ในปีนี้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยจะเป็นเรื่องของการขยายโครงข่าย 3จี บนคลื่นเดิม ในรูปแบบทำไปขายไป เพื่อรอการแข่งขัน 3จี แบบเต็มรูปแบบในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม หากไทยมี 3จี แบบเต็มรูปแบบได้จริง จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ สามารถครอบคลุม 80% ของจำนวนประชากรในปี 2558 ตามนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ เพราะปัจจุบันจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีเพียง 10% ของประชากรเท่านั้น ซึ่งภายใน 3 ปี จะต้องเติบโตอีก 70% ถือเป็นอัตราที่สูงมาก และจะไม่สามารถสำเร็จได้เลยหากไม่มีโครงข่าย 3จี
บัท กล่าวว่า ในอัตราการเติบโต 80% นั้น จะเป็นการเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์มือถือถึง 80% เพราะการใช้งานอินเทอร์เน็ตหลักๆ คือการใช้งานผ่านมือถือมากกว่าที่จะเน้นการเชื่อมต่อผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งโครงข่าย 3 จีจะเข้ามาช่วยในการกระจายบรอดแบนด์ให้เติบโตได้ตามตัวเลขที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าไว้
ขณะที่ในปีนี้การใช้งานโมบายบรอดแบนด์ จะคิดเป็น 30% ของจำนวนผู้ใช้มือถือทั้งหมดกว่า 70 ล้านราย ย้ำภาพให้เห็นชัดเจนว่าการเติบโตของผู้ใช้มือถืออิงตามจำนวนดีไวซ์ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีมากกว่าจำนวนประชากรของประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบันเสียอีก







