
บัณฑูร-โฆสิตหวั่นเก็บต๋งทำลายระบบ
บิดเบือนกลไกตลาดระยะยาวลูกค้าแบงก์เดือดร้อนแน่นอน
บิดเบือนกลไกตลาดระยะยาวลูกค้าแบงก์เดือดร้อนแน่นอน
“บัณฑูร” จี้ รัฐหาจุดสมดุลเก็บค่าต๋งเพิ่ม ลดความเหลื่อมล้ำ “โฆสิต” หวั่นบิดเบือนระบบระยะยาว ทำนโยบายการเงินไร้ประสิทธิภาพ
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้ระบบธนาคารพาณิชย์พร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขของภาครัฐ ที่ต้องการเรียกเก็บเงินนำส่งเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นกังวลคือเรื่องของการแข่งขันในตลาดเงินฝากที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างธนาคารภาครัฐและธนาคารพาณิชย์ที่จะเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีต้นทุนต่างกัน 0.4% อยู่แล้ว โดยอ้างเรื่องการใช้กฎหมายคนละฉบับ แต่ในความเป็นจริงทุกคนต่างวิ่งเข้าหาเงินฝากในตลาดเดียวกัน
“ต่อให้ต้องจ่าย 0.6% หรือแม้แต่ 1% เราก็รับได้ถ้าเขียนเป็นกฎออกมา แต่ประเด็นจะมาอยู่ที่ในตลาดการแข่งขันเงินฝาก คนที่มีต้นทุนสูงกว่าจะตั้งราคาลำบากลูกค้าเขามองที่ผลตอบแทน นี่เป็นเรื่องที่เราต้องชี้แจงมุมมองให้ทางการทราบ เพราะหน้าที่ของภาครัฐคือการดูแลระบบให้มีเสถียรภาพและดูแลการแข่งขันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เป็นธรรม ซึ่งตรงนี้เขาต้องไปหาจุดสมดุลก่อนจะฟันธงออกมา”นายบัณฑูร กล่าว
ทั้งนี้ ยอมรับว่าการถูกเรียกเก็บเงินนำส่งที่เพิ่มขึ้นจะกลายมาเป็นต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในระบบธนาคารที่จะถูกส่งต่อไปยังลูกค้า อย่างไรก็ตามธนาคารคงไม่สามารถส่งต่อภาระไปยังลูกค้าได้ทั้งหมด เนื่องจากราคาจะถูกกำหนดโดยภาวะการแข่งขันในตลาด ทำให้ท้ายที่สุดจะต้องกระทบต่อผลกำไรของธนาคาร
นายบัณฑูร กล่าวว่า กลยุทธ์การหาเงินฝากในปีนี้จะตั้งราคาให้พออยู่ได้ ไม่เร่งระดมจนเกินตัวสอดคล้องกับสินเชื่อที่ตั้งเป้าการเติบโตเอาไว้ที่ 911% ภายใต้สมมติฐานว่าเศรษฐกิจไทยจะโต 4% โดยจะหันไปเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมและบริหารต้นทุนอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า โดยความเห็นส่วนตัวมองว่ารัฐบาลควรชี้แจงความชัดเจนออกมา ว่าภาระเงินนำส่งที่มาเรียกเก็บเพิ่มนี้มีวัตถุประสงค์อะไร หากต้องการเก็บเพิ่มไปชำระหนี้เหมือนภาษีทั่วไปทำไมจึงเรียกเก็บแต่ธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับภาระหนี้ของประเทศในระยะยาว







