
สมาชิกบัตรอีลิทฟ้องแน่
ทีพีซีลองลุ้นทำแบบสอบถาม บางราย100ล.อ้างลงทุนเยอะ
ทีพีซีลองลุ้นทำแบบสอบถาม บางราย100ล.อ้างลงทุนเยอะ
รัฐบาลปาดเหงื่อ ทีพีซีออกผลสำรวจสมาชิกบัตรเทวดา ระบุ 20 รายจ่อฟ้อง บางรายจ้องฟ้องกว่า 100 ล้านบาทจี้รัฐบาลไทยขอความชัดเจน
นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะประธานผู้ถือหุ้นบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด (ทีพีซี) ผู้บริหารโครงการบัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้ถือหุ้นทีพีซีว่า ผู้บริหารทีพีซีได้รายงานถึงผลการสำรวจแนวทางความคิดเห็นของสมาชิกบัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด จำนวน 2,567 ราย กรณีปิดกิจการ ซึ่งขณะนี้มีการตอบแบบสอบถามเพียง 20-30% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด จึงไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน
ขณะที่แหล่งข่าวจากทีพีซีเปิดเผยว่า จากการรวบรวมคำตอบของสมาชิกบัตรทั้งหมด แบ่งออกได้ 3 กลุ่ม คือ 1.ผู้ที่จะดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทันทีที่บริษัทปิดกิจการ เบื้องต้นมีกว่า 20 ราย โดยบางรายเตรียมเรียกค่าเสียหายกว่า 100 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าได้ลงทุนธุรกิจในประเทศไทยจำนวนมาก เช่น การก่อสร้างคอนโดมิเนียมย่านใจกลางกทม. 2.กลุ่มที่เรียกค่าชดเชยเต็มจำนวนราคาบัตรใบละ 1 ล้านบาท และ 3.กลุ่มที่รอฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลไทย
“สมาชิกบัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด ต้องการให้รัฐบาลมีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไรกับโครงการนี้ เพราะค้างคามานานกว่า 3 ปี ซึ่งสมาชิกบางรายไม่มีการตอบกลับ โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการให้บริษัทใช้แบบสอบถามมาเป็นหลักฐานการตัดสินใจ จึงเชื่อว่าการสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้สมาชิกบัตรจะส่งกลับมาไม่มากนัก” แหล่งข่าวเปิดเผย
นายสุรพล กล่าวว่า ทีพีซีเสนอขอเรียกเก็บเงินทุนจดทะเบียนจำนวน 500 ล้านบาท ซึ่ง ททท.ได้ชำระเพียงครึ่งเดียว โดยการเรียกทุนจดทะเบียนเพิ่มครั้งนี้เพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนบริหารจัดการ พร้อมดำเนินการตามแผนการปิดบริษัทตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยในเรื่องนี้ ททท.จะหารือนอกรอบ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ททท. ในวันที่ 25 ม.ค.นี้ เพื่อให้การชำระทุนจดทะเบียนสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งงบดังกล่าว ททท.ต้องทำเรื่องเสนอต่อ ครม.ในลำดับต่อไป
รายงานข่าวแจ้งว่า ปัจจุบันปริมาณเงินสดหมุนเวียนภายในบริษัทคาดว่าจะสามารถใช้บริหารจัดการได้ถึงเดือน มี.ค.นี้เท่านั้น โดยต้องได้รับอนุมัติจากรัฐบาลโดยด่วนเพื่อเสริมสภาพคล่อง ส่วนการเดินหน้าปิดบริษัทคาดว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ซึ่งเชื่อว่าจะมีเรื่องการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายตามมาจำนวนมาก







