
‘พักหนี้’ดีแต่รูป
เป้า7.7แสนรายทำได้6หมื่นคน ชงโต้งปลดเงื่อนไขต้องจ่ายภาษี
เป้า7.7แสนรายทำได้6หมื่นคน ชงโต้งปลดเงื่อนไขต้องจ่ายภาษี
พักหนี้ 5 แสนบาท เดี้ยงไม่เป็นท่าช่วยได้แค่เกษตรกร เจอตอช่วยเฉพาะคนที่จ่ายภาษี เอสเอ็มอีรายย่อยจึงหมดสิทธิ ต้องเสนอแก้เงื่อนไข
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังเปิดโครงการพักหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อยและประชาชนที่มีรายได้น้อยและมีหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาท ไม่ต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ยนาน 3 ปีมาได้ 1 สัปดาห์ ทำให้โครงการนี้อาจไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า จะช่วยลูกหนี้ที่มีปัญหาได้ร่วม 7.75 แสนราย เนื่องจากมีลูกค้าธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหลายแห่งไม่เข้าเงื่อนไขที่กำหนด
ทั้งนี้ เงื่อนไขโครงการพักหนี้รายย่อยรายละ 5 แสนบาทนั้น กำหนดคุณสมบัติให้ผู้ที่ต้องการเข้าโครงการกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 6 แห่ง ว่าจะต้องเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก่อนวันที่ 30 มิ.ย. 2554 เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2554 มีระยะเปิดดำเนินการ 3 เดือน ผู้ที่มีสิทธิเข้าโครงการจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในระบบฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2554
ในเบื้องต้นผู้จัดทำโครงการคาดว่าจะมีลูกหนี้ที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการจำนวน 7.75 แสนราย มูลหนี้คงค้างรวม 9.05 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถึง 6.39 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้ 7.77 หมื่นล้านบาท ขณะที่เป็นลูกหนี้ของอีก 5 ธนาคารรัฐ รวมกันอีก 1.35 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้ 1.27 หมื่นล้านบาท
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ข้อมูลล่าสุดในการนำนโยบายไปปฏิบัติพบว่า มีลูกหนี้ยื่นขอเข้าร่วมโครงการแค่ 6.26 หมื่นราย คิดเป็นมูลหนี้ 7,844 ล้านบาท และเกือบทั้งหมดเป็นลูกหนี้ของ ธ.ก.ส. ขณะที่ลูกหนี้ของธนาคารรัฐอีก 5 แห่ง กลับไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องเกณฑ์การปล่อยกู้ที่กระทรวงการคลังเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักเกณฑ์กำหนดเงื่อนไขให้ลูกหนี้บุคคลธรรมดาของธนาคารรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในระบบฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2554 ส่งผลให้ลูกหนี้ที่ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา พ่อค้า แม่ค้า ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีไม่สามารถเข้าโครงการนี้ได้ โดยคาดว่าถึงที่สุดแล้ว น่าจะมีลูกหนี้ของธนาคารรัฐ 5 แห่งที่สามารถเข้าโครงการนี้ได้ไม่ถึงหลักพันราย
ยกเว้นกรณีของผู้ที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขในเรื่องการเสียภาษี จึงทำให้มีเพียงแค่ลูกหนี้ของ ธ.ก.ส. เพียงธนาคารเดียวที่เข้าโครงการนี้
“คนที่กู้เงิน 5 แสนบาทแล้วเป็นเอ็นพีแอล แสดงว่าเป็นกลุ่มที่เป็นรายย่อยมากๆ ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่พวกนี้น่าจะทำมาหากินอาชีพอิสระ เป็นเอสเอ็มอีรายเล็กๆ ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี จึงทำให้ลูกหนี้เหล่านี้หมดสิทธิเข้าโครงการนี้” แหล่งข่าวเปิดเผย
นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังกำหนดให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างการพักชำระหนี้ ไม่มีสิทธิขอกู้เงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ขอพักชำระหนี้อีกด้วย แต่ลูกค้าจะสามารถพักชำระต้นเงินกู้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค 2554 ไปถึงวันที่ 30 ก.ย. 2557 และไม่ต้องชำระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว โดยที่สถาบันการเงินที่ให้กู้จะต้องทำแผนฟื้นฟูอาชีพของครัวเรือนให้แก่ลูกหนี้ รวมถึงวางแผนการชำระหนี้ที่เหมาะสมหลังสิ้นสุดโครงการ
ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถออกจากโครงการก่อนระยะเวลา 3 ปี ได้ตามหลักเกณฑ์ของแต่ละสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และไม่สามารถกลับเข้าโครงการได้อีก ไม่ว่ากรณีใด
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างการทบทวนเงื่อนไขดังกล่าวเพื่อเสนอให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังพิจารณา โดยจะเสนอให้ยกเลิกเงื่อนไขว่าต้องเป็นผู้เสียภาษีเงินได้ออกไป เพื่อแก้ปัญหาโครงการนี้และเปิดทางให้ลูกหนี้รายย่อยเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นการพักหนี้แบบสมัครใจ เพราะคนที่เข้าโครงการแล้วจะกู้เงินอีกไม่ได้ ล่าสุดมีลูกหนี้มาลงทะเบียนแล้ว 6.2 หมื่นราย มูลหนี้กว่า 7,700 ล้านบาท







