
สถิตย์กับภารกิจแปลงโฉม'กรุงไทย'
ปีที่ผ่านมาต้องถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ “แบงก์วายุภักษ์” จากการปรับทุกองคาพยพ
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
ปีที่ผ่านมาต้องถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ “แบงก์วายุภักษ์” จากการปรับทุกองคาพยพ เริ่มตั้งแต่การเติมความสดใสและทันสมัยให้กับแบรนด์ การปรับรูปแบบสาขา และกระบวนการทำงานภายใน เพื่อล้างภาพของการเป็นสถาบันการเงินกึ่งราชการอันคร่ำครึ แล้วก้าวเข้าสู่การเป็นธนาคารแสนสะดวก
ผลประกอบการของธนาคารในปี 2554 มีกำไรจากการดำเนินงานถล่มทลาย 36,331 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,759 ล้านบาท หรือ 37% หลังหักสำรองหนี้สูญธนาคารมีกำไรสุทธิ 17,012 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,099 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14% น่าจะเป็นตัวสะท้อนผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลง
เป็นการเปลี่ยนแปลงภายใต้การกำหนดยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการที่มี สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นั่งกำกับเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะประธานบอร์ด
สถิตย์ เล่าว่า ความสำเร็จของภารกิจในปีที่ผ่านมานั้น เป็นเพียงการตอกเสาเข็มหรือเป็นจุดเริ่มต้นของการแปลงโฉมธนาคารอายุร่วมร้อยปีแห่งนี้เท่านั้น
ในปีนี้ ธนาคารยังมีภารกิจที่ต้องสานต่อให้บ้านในฝันมีเค้าโครงเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาภายใต้ยุทธศาสตร์หลัก 4 เรื่อง
1.การเพิ่มบทบาทของลูกค้าเอกชนให้มากขึ้น 2.การเพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียม 3.การขยายธุรกิจออกไปยังประเทศใกล้เคียงและ 4.การเป็นธนาคารที่ครบวงจร
เรื่องแรกเรามองว่า ธนาคารคงไม่สามารถพึ่งการเติบโตจากสินเชื่อภาครัฐเพียงอย่างเดียวได้เหมือนก่อนอีกแล้ว เพราะปัจจุบันธนาคารเฉพาะกิจเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมาสัดส่วนสินเชื่อจากลูกค้าเอกชนของธนาคารเติบโตได้ตามเป้า มีการเข้าไปปล่อยกู้ร่วมกับธนาคารขนาดใหญ่รายอื่นๆ หลายดีล ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าจะทำให้ดีขึ้นไปอีก
ส่วนแนวทางการเพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารในปีนี้จะมาจากการขายประกัน การให้บริการธุรกรรมการเงิน และบริการวาณิชธนกิจที่จะรุกเต็มที่เป็นปีแรก หลังจากในปีที่ผ่านมาได้แยกสายงานนี้ออกมาโดยเฉพาะ โดยคาดว่าบริการนี้จะเข้ามาช่วยเพิ่มรายได้จากกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่นอกเหนือจากการปล่อยสินเชื่อ
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือ การขยายธุรกิจออกไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า เพื่อรองรับการเปิดเสรีการเงินในภูมิภาคอาเซียนที่จะส่งผลให้ตลาดการค้ามีขนาดใหญ่ขึ้น
เรามองว่า นี่เป็นอีกหนึ่งบทบาทในฐานะตัวแทนภาครัฐที่ต้องออกไปให้บริการธุรกิจไทย ซึ่งสอดคล้องกันกับทิศทางของธนาคารของชาติอื่นๆ ในภูมิภาค
เรื่องสุดท้ายคือ การเชื่อมโยงธุรกิจในเครือธนาคารทั้งหมดให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ระหว่างกัน เช่น ธนาคารอาจขอข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าบัตรเครดิตเข้ามาเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองลูกค้ากลุ่มที่มีพฤติกรรมใกล้เคียงกัน
ธนาคารกรุงไทยและบริษัทในเครือทั้งหมดจะต้องใกล้ชิดและมีวัฒนธรรมการทำงาน การส่งผ่านลูกค้าที่กลมกลืนกันมากขึ้น ไม่ห่างเหินเหมือนเมื่อก่อน
นอกเหนือจากนี้ ยังมีรายละเอียดบาง อย่างที่ธนาคารจะเน้นขึ้นมา เปรียบเสมือนเป็นการต่อเติมบ้านคือเรื่องของ ไอทีแบงกิง ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของธุรกิจการเงิน โดยในปีนี้ธนาคารจะมีการพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตแบงกิงให้กลายเป็นธนาคารเสมือนอีกหนึ่งธนาคาร โดยที่ลูกค้าผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องเข้ามาที่สาขา แต่สามารถพูดคุยโต้ตอบกับพนักงานผ่านทางสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง
ขณะเดียวกัน ธนาคารจะเพิ่มความเข้มข้นในการเจาะตลาดสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ หรือสินเชื่อไม่มีหลักประกันสำหรับคนรากหญ้า เนื่องจากมองเห็นโอกาสเติบโตทางธุรกิจได้จากลูกค้ากลุ่มนี้ หลังทดลองตลาดไปในปีที่ผ่านมาแล้วประสบความสำเร็จด้วยดี ได้ทั้งผลตอบแทนที่น่าพอใจและได้ช่วยเหลือให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้
“ปีที่แล้วเราเน้นเรื่องแบรนด์ เพราะโมเดลของเราแบรนด์จะเป็นฐานล่างสุด เราเชื่อว่าเราสร้างอัตลักษณ์ได้แล้วในระดับหนึ่ง ตอนนี้เราจึงจะเริ่มวางเสาหลักต่างๆ เพื่อค้ำยันหลังคาหรือวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อมีบ้านใหม่แล้ว คนในบ้านเองก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน จะทำตัวแบบเดิมไม่ได้”
ในปีนี้ธนาคารได้กำหนดวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาเพื่อเป็นเหมือนไกด์ไลน์ให้กับบุคลากร ซึ่งจะยึดหลักการ “First” หรือเป็นธนาคารอันดับ 1 ในใจลูกค้า โดย Firm คือความมั่นคง Innovative คือ นวัตกรรม Responsible คือ ความรับผิดชอบ Service การบริการ สุดท้ายคือ Teamwork เน้นความสามัคคี ซึ่งจะมีการเดินสายสร้างความรับรู้ให้กับพนักงานทั่วประเทศ
สถิตย์ บอกว่า หากเปรียบเทียบซีอีโออย่าง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ เป็นเสมือนวิศวกรผู้วางโครงสร้างอันแข็งแกร่งของบ้านสีฟ้าใสแห่งนี้แล้ว ประธานกรรมการอย่างเขาก็คือสถาปนิกผู้ออกแบบรูปทรงนั่นเอง
หลังจากนี้คงต้องรอดูกันต่อไปว่า บ้านที่ทั้งสถาปนิกและวิศวกรช่วยกันทำงานอย่างหนักก่อนที่จะหมดวาระกันไปในเวลาอันใกล้เข้ามาของปีนี้จะออกมาแข็งแรง คงทน และสง่างามสักเพียงใด







