
เข็มทิศตลาดทุน
ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มผ่อนคลายความวิตกกังวลจากวิกฤตหนี้มากขึ้น
ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มผ่อนคลายความวิตกกังวลจากวิกฤตหนี้มากขึ้น
หลังจากที่การประมูลขายพันธบัตรของสเปนและฝรั่งเศสได้ผลดีเกินความคาดหมาย โดยที่ผลตอบแทนพันธบัตรไม่ได้พุ่งสูงขึ้นตามที่หลายฝ่ายกังวล ซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนไม่ได้ให้น้ำหนักกับการหั่นเครดิต 9 ชาติยูโรโซน ของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ แต่อย่างใด
ทั้งนี้ สเปนได้ขายพันธบัตรไปทั้งสิ้น 6.609 พันล้านยูโร สูงกว่าที่คาดกันไว้ว่าจะขายได้ที่ 3.54.5 พันล้านยูโรเท่านั้น โดยผลตอบแทนเฉลี่ยพันธบัตรระยะ 10 ปี ของสเปนลดลงมาอยู่ที่ 5.403% จากเดิมที่ 6.975%
ส่วนฝรั่งเศสขายพันธบัตรได้ทั้งสิ้น 9.46 พันล้านยูโร โดยอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยพันธบัตรระยะ 10 ปี ก็ลดลงมาอยู่ที่ 1.07% ลดลงจากเดิมเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ 2.32%
ยิ่งไปกว่านั้น ผลการเจรจาระหว่างกรีซและเจ้าหนี้ ยังค่อนข้างสดใส ท่ามกลางบรรยากาศที่ดีขึ้นกว่าการเจรจาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และเชื่อว่าจะใกล้ข้อยุติในเร็วๆ นี้ด้วย
นอกจากนั้น ตลาดทุนทั่วโลกยังได้ปัจจัยบวกจากรายงานการว่างงานในสหรัฐ ที่ปริมาณผู้เคลมสิทธิประโยชน์ว่างงานลดต่ำลง และต่ำสุดในรอบ 4 ปี อันเป็นสัญญาณว่าปัญหาการว่างงานซึ่งถือเป็นหนามยอกอกเศรษฐกิจสหรัฐมาโดยตลอดนั้นมีแนวโน้มสดใสขึ้น
เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินยูโรของกลุ่มยูโรโซนปรับตัวแข็งค่าขึ้นทันทีเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐและเยนญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกอื่นๆ ก็ปรับขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน
ตลาดหุ้นโตเกียวปรับขึ้น 1.47% ไปอยู่ที่ 8,766.36 จุด ตลาดหุ้นโซล ปรับขึ้น 1.82% ไปอยู่ที่ 1,949.89 จุด
ตลาดหุ้นฮ่องกง ปรับขึ้นเช่นกันที่ 0.84% ไปแตะที่ 20,110.37 จุด และถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2554 ที่ดัชนีฮั่งเส็งกลับขึ้นไปสู่ระดับ 2 หมื่นจุดได้
ด้านตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ไต่ขึ้นถึง 1% ไปอยู่ที่ 2,319.12 จุด ทันที หลังจากที่ภาวะการชะลอในภาคการผลิตของจีนเริ่มเชื่องช้าลงแล้ว ซึ่งหมายความว่าการผลิตของจีนอาจจะกลับมาคึกคักอีกครั้งในเร็วๆ นี้
ส่วนตลาดหุ้นในสหรัฐ เสียงตอบรับจากตัวเลขผู้เคลมสิทธิประกันว่างงานที่ลดลงนั้น ทำให้ดัชนีดาวโจนส์ปรับเพิ่มขึ้น 0.36% เอสแอนด์พี500 ปรับขึ้น 0.49% ส่วนแนสแด็กปรับขึ้น 0.67%
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบาที่ตลาดนิวยอร์ก งวดส่งมอบเดือน ก.พ.ปรับขึ้นเล็กน้อยที่ 14 เซนต์ อยู่ที่ 100.53 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคาทองอยู่ที่ 1,650.25 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
สัปดาห์หน้าต้องจับตาผลการประชุมระหว่างกรีซและเจ้าหนี้ต่อไป ว่าจะได้ผลตอบรับบวกหรือไม่ ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญต่ออนาคตของกรีซ ซึ่งจะมีหนี้ครบกำหนดชำระคืนในวันที่ 20 มี.ค. มูลค่าถึง 1.45 หมื่นล้านยูโรทีเดียว







