
วิกฤตยุโรปและนัยต่อกลยุทธ์การลงทุน
ผมได้รับคำถามจากเพื่อนฝูงจำนวนมากว่า จากวิกฤตยุโรปเราควรจะมีกลยุทธ์ในการลงทุนอย่างไร
ผมได้รับคำถามจากเพื่อนฝูงจำนวนมากว่า จากวิกฤตยุโรปเราควรจะมีกลยุทธ์ในการลงทุนอย่างไร
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโน
ดังนั้นเนื้อหาในบทความนี้ จึงเป็นแนวคิดการลงทุนเบื้องต้นที่เป็นมุมมองส่วนตัวของผมเอง
ผมประเมินว่า ยุโรปจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในไตรมาส 4 ของปี 2554 และไตรมาสแรกในปีหน้า และความเสี่ยงของปัญหาหนี้สินสาธารณะยุโรปที่สำคัญและต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ สถาบันการเงินหลายแห่งในยุโรปมีความเสี่ยงที่จะล้ม เพราะพันธบัตรรัฐบาลที่ประเทศต่างๆ จำหน่ายนั้น โดยมากธนาคารพาณิชย์เอกชนของยุโรปเป็นผู้ถือครองอยู่ ถ้ารัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งประกาศพักการชำระหนี้บางส่วนหรือทั้งหมด หรือขอลดหนี้ (Hair Cut) ในพันธบัตรรัฐบาลที่ออก ผลคือ ผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลในที่นี้คือ สถาบันการเงินยุโรปจะขาดทุน ซึ่งจะต้องเพิ่มทุนมิเช่นนั้นสถาบันการเงินจะล้มเพราะทุนไม่พอ
นอกจากนี้ การที่ตลาดหรือนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในพันธบัตรรัฐบาลยุโรปได้สร้างผลการขาดทุนแก่ธนาคารพาณิชย์เช่นกัน เพราะเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับเพิ่มสูงขึ้นตามความเสี่ยงว่าประเทศในยุโรปจะเบี้ยวหนี้ (Default) ผลคือ ราคาของพันธบัตรรัฐบาลจะปรับลดลงตาม เท่ากับว่ามูลค่าตามตลาด (Mark to Market) ของพันธบัตรรัฐบาลที่ธนาคารพาณิชย์ถือครองอยู่จะมีมูลค่าลดลง และถ้าลดลงมากธนาคารพาณิชย์จะต้องเพิ่มทุน โดยสำนักงานการธนาคารยุโรป (EBA) ประเมินว่า ธนาคารในยุโรปจะต้องเพิ่มทุนที่ 1.15 แสนล้านยูโร
ผมประเมินว่า มีความเป็นไปได้มากที่ปัญหาจะมีทางแก้ไข เพราะถ้าแก้ไขไม่ได้จนส่งผลให้ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ เช่น อิตาลี หรือสเปน ล้ม เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรงทันที
เมื่อเราอ่านเกมในภาพรวม เราจะพบว่าประเทศที่มีสถานะทางการเงินที่เข้มแข็งอย่างเยอรมนีนั้น ต้องการให้กลุ่มประเทศที่มีการใช้จ่ายเกินตัว เร่งลดรายจ่ายภาครัฐให้ได้ เพราะการลดรายจ่ายคือการลดระดับหนี้สินสาธารณะ โดยเฉพาะในการบังคับให้ทุกประเทศกลับมาปฏิบัติตามสนธิสัญญามาสทริชต์
ดังจะเห็นจากผลการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2554 ซึ่งผู้นำยุโรปแทบทั้งหมดเห็นพ้องในการที่จะบังคับใช้มาตรการลงโทษประเทศที่ใช้จ่ายภาครัฐเกินตัว ซึ่งถ้าทุกประเทศที่เห็นด้วยกลับไปขออนุมัติรัฐสภาของแต่ละประเทศและผ่านการอนุมัติ ผลก็คือนักลงทุนจะเริ่มมีความเชื่อมั่นในการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลยุโรป แม้ว่าผลของการดำเนินมาตรการลดรายจ่ายภาครัฐจะมีส่วนให้เศรษฐกิจของหลายประเทศในยุโรปหดตัวมาก แต่ในระยะยาวเศรษฐกิจยุโรปจะกลับมามีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก 17 ประเทศที่ร่วมใช้สกุลเงินยูโรนั้นมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน อาจมีประชาชนในหลายประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลง และดำเนินการออกมาประท้วงต่อต้านจนรัฐสภาในประเทศนั้นๆ ไม่อนุมัติข้อตกลง ผลก็คือความเสี่ยงของยุโรปจะเพิ่มขึ้นมาก ในแง่นี้นักลงทุนอาจจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อโยกเงินทุนทั้งหมดเข้าสู่ตราสารหนี้ทันทีในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่คาดหมาย
ผมคาดว่าผลจากวิกฤตหนี้สินยุโรปสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี กล่าวคือ กรณีพื้นฐานที่เป็นไปได้มากที่สุด (Base Case) คือ ประเทศต่างๆ ในยุโรปเร่งลดรายจ่ายและหนี้สาธารณะลงอย่างมาก จนเศรษฐกิจยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ผลดีคือนักลงทุนเชื่อมั่นส่งผลต่อเนื่องให้สถาบันการเงินเพิ่มทุนได้ แต่เศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัวที่ชะลอลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง นำไปสู่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลง
ดังนั้น การลงทุนที่เพิ่มน้ำหนักในตราสารหนี้ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลของประเทศไทย ซึ่งมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งกว่าหลายประเทศจำนวนมากในยุโรป เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เช่นเดียวกับหุ้นกู้เอกชนของไทยที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงและมีกระแสเงินสดที่มาก เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน ประการสำคัญจะต้องหาจังหวะค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนโดยเฉพาะหุ้นไทย เพราะในกรณีนี้ราคาหุ้นยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำ เพราะเมื่อความกังวลในปัญหาหนี้สาธารณะยุโรปคลี่คลาย กระแสเงินทุนโลกอาจจะย้ายเงิน ส่วนใหญ่จากสินทรัพย์ปลอดภัยเข้ามาเอเชียและบางส่วนจะเข้ามาลงทุนในตราสารทุนไทย ซึ่งจะส่งผลให้ระดับราคาหุ้นไทยปรับขึ้นอย่างมาก
กรณีเลวร้าย (Worse Case) คือ ผู้นำยุโรปไม่สามารถปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในที่ประชุมสุดยอด 9 ธ.ค.ที่ผ่านมาได้ ผลที่ตามมาคือ นักลงทุนไม่เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเสี่ยง ส่งผลให้ประเทศนั้นไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ ต้องเบี้ยวหนี้โดยอัตโนมัติ ในกรณีนี้สถาบันการเงินในยุโรปหลายแห่งจะล้ม เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างแรง การลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลไทยจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุด เพราะสามารถคุ้มครองเงินต้นได้ ในขณะที่ในกรณีนี้ดัชนีหุ้นไทยอาจจะปรับลงไปมาก และอาจจะใช้เวลานานกว่าที่จะปรับขึ้นได้อีกครั้ง







