
จับ จยย.13.5 ล้านคันทำพรบ.
ปี 2555 บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เดินแผนเชิงรุกดึงรถจักรยานยนต์ทำประกันภัย พ.ร.บ.ให้ได้ 13.5 ล้านคัน
ปี 2555 บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เดินแผนเชิงรุกดึงรถจักรยานยนต์ทำประกันภัย พ.ร.บ.ให้ได้ 13.5 ล้านคัน
เพิ่มขึ้น 1.11 แสนคัน เบี้ยรับรวม 4,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.45% จากปี 2554 เดินหน้ารณรงค์ลดอุบัติเหตุหวังคนตายต่ำกว่า 7,000 คนต่อปี
นภดล สันติภากรณ์ กรรมการผู้จัดการ ยืนยันภารกิจนี้เพื่อให้สังคมได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ให้มากที่สุด และยังเป็นการช่วยลดงบประมาณของรัฐบาลได้อีกทางหนึ่ง
เป้าหมายที่จะดึงรถจักรยานยนต์ 13.5 ล้านคัน เข้ามาทำประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. เป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย และไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าบริษัทประกันภัยทุกแห่งเลิกขายประกันรถจักรยานยนต์ตั้งแต่ปี 2554 หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีการปรับค่าสินไหมทดแทนตามประกัน พ.ร.บ.จาก 1 แสนบาท เป็น 2 แสนบาท และเพิ่มเงินชดเชยกรณีเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลวันละ 200 บาท รวมกันไม่เกิน 20 วัน
เดิมค่าสินไหมทดแทนสูงเกิน 100% เมื่อเพิ่มค่าสินไหมทดแทนขึ้นเป็น 2 เท่า ทุกบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทกลางฯ จึงมีมติให้บริษัทกลางฯ เป็นผู้รับประกันภัย พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ แต่เพียงผู้เดียว ปี 2554 บริษัทกลางฯ จึงมีรถจักรยานยนต์ไหลมาทำประกันด้วยถึง 12.39 ล้านคัน เบี้ยประกันภัยเฉลี่ยคันละ 300 บาท รวม 3,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากปี 2553
เหตุผลที่ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเพิ่มรถจักรยานยนต์ให้ทำประกันภัยให้ได้ 13.5 ล้านคัน เพราะต้องไปดึงรถที่ไม่เสียภาษี ไม่ทำประกันภัยติดต่อกัน 3 ปี ที่ถูกตัดออกจากทะเบียนของกรมการขนส่งทางบกซึ่งมีประมาณ 5 ล้านคัน เข้ามาทำประกันภัย ส่วนรถที่อยู่ในระบบเสียภาษีตามปกติที่ทำประกัน พ.ร.บ. 12.39 ล้านคัน ถือว่าเกือบครบ 100% แล้ว
กลยุทธ์การทำงานในปีนี้ จึงถูกกำหนดออกมาในเชิงรุกที่พนักงานและตัวแทนจะต้องทำงานหนักขึ้น ในการติดตามให้ลูกค้าเก่า 12.39 ล้านคัน ให้ทำประกัน พ.ร.บ.ต่อไป และต้องลงไปในพื้นที่เพื่อให้ความรู้ด้านสิทธิประโยชน์ เพื่อกระตุ้นให้รถที่ไม่เคยทำประกันเลยเข้าสู่ระบบเพิ่มอีก 1.11 แสนคัน
ขณะเดียวกัน เตรียมยกระดับบริการหลังการขายให้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับลูกค้าที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งมีแผนที่จะลงทุนในการพัฒนาระบบในปีนี้ประมาณ 10 ล้านบาท ในการเชื่อมต่อระบบออนไลน์ไปยังพนักงานที่จะไปประจำตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ ทั่วประเทศ ที่ปีนี้จะเพิ่มเป็น 40 แห่ง
ในปีนี้ ขอบข่ายการทำงานของพนักงานที่ไปประจำตามโรงพยาบาลจึงมากขึ้น จากเดิมรับคำร้องขอสินไหมทดแทน และดำเนินเรื่องจัดการสินไหม แต่ปีนี้จะให้สิทธิพนักงานอนุมัติสินไหมได้ทันที และจ่ายผ่านระบบธนาคารทางอินเทอร์เน็ต หรือ อีแบงกิง และทำหน้าที่ประสานงานกับบริษัทประกันภัยที่ผู้ประสบภัยทำประกันไว้
“เราไม่ได้ดูแลเฉพาะผู้ประสบภัยที่ทำประกัน พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์กับเราเท่านั้น แต่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนรับคำร้อง และจัดการสินไหม พ.ร.บ.ให้กับบริษัทประกันภัยอื่นๆ ด้วย ทำให้ผู้ประสบภัยได้รับการดูแลได้ทันท่วงที โรงพยาบาลก็ให้บริการผู้ป่วยได้อย่างไม่ต้องกังวล” นภดล กล่าว
ปี 2554 ที่ผ่านมา บริษัทกลางฯ ให้บริการแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่ซื้อประกัน พ.ร.บ.จักรยานยนต์กับบริษัท มาใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด 2.1 แสนราย และให้บริการแก่ลูกค้า พ.ร.บ.ของบริษัทประกันภัยอื่นๆ อีกกว่า 4 หมื่นราย จึงต้องการให้ระบบบริการสินไหมทดแทนเข้าถึงตัวลูกค้ามากที่สุดและเกิดความรวดเร็วที่สุด
ขณะที่ผู้เสียชีวิตในปีที่ผ่านมามีประมาณ 7,000 ราย ซึ่งจะได้รับการชดเชยค่าสินไหมทดแทน 2 แสนบาทต่อราย ถือว่าแนวโน้มการเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์มีทิศทางที่ดีขึ้นจากเดิม 7060% ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ 50% เมื่อเทียบกับอัตราการตายของผู้ประสบภัยจากรถประเภทอื่น ผลจากการรณรงค์ให้ใส่หมวก การขับขี่ปลอดภัย
“แต่ผู้ประสบภัยจากรถจักรยานยนต์มีสัดส่วนสูงสุด 80% แต่อัตราการตายลดลง ซึ่งเป็นผลจากการรณรงค์การลดอุบัติเหตุที่ทำร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถาบันการศึกษา วัด และการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจ” นภดล กล่าว
สำหรับค่าสินไหมทดแทนในปี 2554 ที่ผ่านมา ลดลงมาอยู่ที่ 95% ของเบี้ยที่ถือเป็นรายได้ 3,200 ล้านบาท จากปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 114% โดยเบี้ยประกันภัยทุก 100 บาทที่รับเข้ามา จะต้องจ่ายสินไหมคืนให้ผู้ประสบภัย 95 บาท ถือว่าแนวโน้มการเกิดอุบัติเหตุลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้บริษัทกลางฯ มีกำไรและอยู่ได้ลำพัง เพราะนำ 95% ไปรวมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอีกประมาณ 20% รวม 115% บริษัทกลางยังต้องตกอยู่ในสภาพขาดทุน
“เราไม่ใช่องค์กรที่แสวงหากำไร แต่เป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคม ที่ต้องอาศัยเงินสมทบจากบริษัทประกันภัยในฐานะผู้ถือหุ้น ปีละ 1,000 ล้านบาท เพื่อชดเชยส่วนที่บริษัทขาดทุน และให้บริษัทมีสภาพคล่องในการบริหารจัดการสินไหม ส่วนที่เหลือจะเก็บไว้เป็นเงินกองทุน ซึ่งสิ้นปีที่ผ่านมาบริษัทมีเงินกองทุน 800 ล้านบาท” นภดล กล่าว
ทั้งนี้ แม้ผู้ประสบภัยจากรถทุกคน ทั้งที่ทำประกัน พ.ร.บ.และไม่ได้ทำ จะได้รับสิทธิดูแลค่ารักษาพยาบาลตาม พ.ร.บ. แต่ถ้ามีประกันภัย พ.ร.บ.จะทำให้ได้รับสิทธิเต็มที่หากเสียชีวิตทำให้ครอบครัวมีทุนทรัพย์ในการปรับตัวรองรับชีวิตหลังกำลังหลักของครอบครัวจากไป ภารกิจดึงรถจักรยานยนต์ 13.5 ล้านคันให้ทำประกันภัย จึงเป็นหนึ่งในภารกิจเพื่อสังคมที่พนักงานของบริษัทกลางฯ ต้องทำให้ได้ และไปให้ถึงเป้าหมาย







