
แบงก์หนีไม่พ้นถูกเก็บค่าต๋ง
SCBกำไรสูงลิ่ว3.6หมื่นล.ปี’54ซีไอเอ็มบีไทยโชว์ผลงานพุ่ง58%
SCBกำไรสูงลิ่ว3.6หมื่นล.ปี’54ซีไอเอ็มบีไทยโชว์ผลงานพุ่ง58%
โบรกเกอร์ฟันธง ธนาคารพาณิชย์ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเงินฝากเพิ่ม กฎหมายเปิดทางให้รัฐ แบงก์ไทยพาณิชย์กำไรสูงสุดเป็นวัติการณ์ 3.6 หมื่นล้าน
เมื่อเย็นวันที่ 19 ม.ค. 2555 สมาคมธนาคารไทย ได้ออกแถลงการณ์โดยไม่เห็นด้วยที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น เพราะไม่ยุติธรรมและจะส่งผลเสียในระยะยาว
โบรกเกอร์กล่าวว่า การคัดค้านครั้งนี้คงจะไม่มีผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย เพราะการตัดสินใจอยู่ที่ รมว.คลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ ดังนั้นจึงไม่มีผลให้ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับตัวขึ้นแรงรับข่าวดีในวันที่ 20 ม.ค.นี้
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การคัดค้านคงไม่มีผลอะไรต่อผลดำเนินงาน เพราะในทางกฎหมายแล้วสามารถเก็บได้ถึง 1% ของเงินฝาก
อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีการเก็บค่าธรรมเนียม 0.12% ของเงินฝากที่ถูกชดเชยด้วยภาษีนิติบุคคลปีนี้ที่ลดลงเหลือ 23% เท่ากับทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ส่งผลให้ประมาณการกำไรปีนี้กลุ่มจะลดลงอีก 5% จากที่คาดว่าจะเติบโตจากปี 2554 ที่ 11% โดยในปี 2555 คาดว่าส่วนต่างดอกเบี้ยจะลดลง
ด้านนายวิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์(SCB) กล่าวว่า ในปี 2554 ธนาคารมีกำไรสุทธิสูงถึง 36,275 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.9% เทียบกับปี 2553
ทั้งนี้ กำไรที่สูงนี้มาจากกำไรครั้งเดียวจากการซื้อหุ้นบริษัทไทยพาณิชย์ ประกันชีวิตจำนวน 5,100 ล้านบาท รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ เนื่องจากสินเชื่อที่ขยายตัวถึง 22.1%
แม้ในไตรมาส 4 ได้เกิดวิกฤตอุทกภัยแต่ก็เป็นอีกไตรมาสที่ธนาคารมีกำไรสุทธิสูงเป็นประวัติการณ์ จำนวน 6,741 ล้านบาท ท่ามกลางค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการให้ความช่วยเหลือและได้ตั้งสำรองเพิ่มเติมจำนวน 2,250 ล้านบาท และในไตรมาส 3 จำนวน 1,000 ล้านบาท
“ในเชิงธุรกิจธนาคารยังสามารถแสดงผลประกอบการที่สูงกว่าความคาดหมายของตลาดได้ ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นตอกย้ำถึงยุทธศาสตร์ในการทำธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้เร็วต่อสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดต่างๆ
ด้านธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า ในปี 2554 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 1,316.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 487.5 ล้านบาท หรือ 58.8% จากปี 2553







