posttoday
ออสเตรเลียกับภาษีคาร์บอนโอกาสและอุปสรรคของไทย (2)

ออสเตรเลียกับภาษีคาร์บอนโอกาสและอุปสรรคของไทย (2)

19 มกราคม 2555

แนวคิดเกี่ยวกับการใช้มาตรการทางภาษีคาร์บอนไม่มีแค่เพียงออสเตรเลียเท่านั้นนะครับ

แนวคิดเกี่ยวกับการใช้มาตรการทางภาษีคาร์บอนไม่มีแค่เพียงออสเตรเลียเท่านั้นนะครับ

โดย..สืบศักดิ์ สืบสายอ่อน 

แต่มีหลายประเทศได้พัฒนารูปแบบการจัดเก็บภาษีมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้แก่กลุ่มประเทศในทวีปยุโรป เช่น อังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ก เป็นต้น

เป้าหมายของการกำหนดมาตรการด้านภาษีคาร์บอนจะมุ่งเน้นที่กลุ่มพลังงานที่ใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล ได้แก่ ก๊าซปิโตรเลียม ถ่านหิน และน้ำมันดิบ อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน

ในแต่ละประเทศมีรูปแบบของอัตราภาษีและมาตรการที่แตกต่างกันและน่าสนใจมากครับ ดังเช่น ประเทศนอร์เวย์ ถือเป็นประเทศแรกๆ ที่มีการนำภาษีคาร์บอนมาใช้ในการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยในปี ค.ศ. 1991 มีการประเมินภาษีคาร์บอนจากถ่านหินและโค้ก รวมทั้งเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องบินและเรือเดินทะเล ในขณะที่ในปี ค.ศ. 2000 ก็มีการจัดเก็บภาษีการบำบัดของเสีย ซึ่งเป็นข้อสังเกตว่าภาษีดังกล่าวจะเป็นการควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทนก็เป็นได้

ประเทศเดนมาร์ก เริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนในปี ค.ศ. 1993 และได้มีการปรับปรุงระบบการเก็บภาษีคาร์บอนขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1996 เช่น ภาษีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ภาษีก๊าซธรรมชาติ ค่าธรรมเนียมแบตเตอรี่ ภาษีสารเคมีทางการเกษตร เป็นต้น โดยจะมีการเพิ่มอัตราภาษีอยู่ต่อเนื่องทุกปี จนกระทั่งปี ค.ศ. 2008 รัฐสภาเดนมาร์กได้รับรองนโยบายพลังงานที่ครอบคลุมถึงข้อเสนอการเพิ่มภาษีคาร์บอนตันละ 150 โครม (หรือประมาณ 813 บาท)

ภาษีดังกล่าวนี้จะพิจารณาภาษีออกเป็น 3 รูปแบบ คือ 1) ภาษีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 2) ภาษีเชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์บวกกับภาษีคาร์บอนจากการบริโภคไฟฟ้า และ 3) ภาษีพลังงานจากเชื้อเพลิงบวกกับภาษีพลังงานจากการบริโภคไฟฟ้า โดยภาคธุรกิจที่ทำความตกลงกับสำนักงานพลังงานแห่งชาติจะได้รับการลดหย่อนภาษี รวมทั้งภาษีเชื้อเพลิงในการขนส่งทางอากาศและทางทะเล ซึ่งเป็นไปตามกฎบังคับของสหภาพยุโรป

ในขณะที่เนเธอร์แลนด์มีการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 ต่อมาในปี ค.ศ. 1996 มีการเรียกเก็บภาษี Regulatory Energy Tax เพิ่มเติมจากแหล่งพลังงานเฉพาะอย่าง ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ LPG น้ำมันเตา และไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้รายย่อย เงินรายรับที่ได้จากการเก็บภาษีนี้ได้หมุนเวียนกลับสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยใช้ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

ในขณะที่สหราชอาณาจักรมีการเรียกเก็บภาษีคาร์บอน (Climate Change Levy) ในปี ค.ศ. 2001 สำหรับการบริโภคพลังงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจการค้า และภาคราชการ โดยรายรับภาษีที่จัดเก็บได้จะหมุนเวียนกลับสู่ระบบเศรษฐกิจ ผ่านการสมทบเข้ากองทุนประกันสุขภาพ และใช้สำหรับการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งการอนุรักษ์พลังงาน โดยอัตราภาษีที่จัดเก็บจะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของแหล่งพลังงาน ตัวอย่างเช่น ก๊าซธรรมชาติและเชื้อเพลิงอื่นๆ โดยไม่รวมถึงเชื้อเพลิงสำหรับภาคครัวเรือนและภาคขนส่ง

และอีกประเทศที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “จีน” ซึ่งมีกระแสข่าวมาว่ากระทรวงการคลังจีนกำลังพิจารณากำหนดอัตราภาษีคาร์บอนและพัฒนาฉลากคาร์บอน โดย ซู่เหว่ย (Su Wei) หัวหน้าฝ่ายเจรจาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของจีน เผยระหว่างเยือนสถาบันแหล่งพลังงานโลกที่กรุงวอชิงตัน ต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่า กระทรวงการคลังจีนกำลังพิจารณากำหนดอัตราภาษีคาร์บอนตันละ 10 หยวน (ราว 51 บาท) ซึ่งน้อยกว่าอัตราภาษีที่รัฐบาลออสเตรเลียที่กำหนดให้เก็บภาษีคาร์บอนตันละ 23 เหรียญออสเตรเลีย (ราว 760 บาท)

จะเห็นว่าประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้นๆ ของโลกอย่างเช่น ออสเตรเลีย และจีน รวมทั้งประเทศในกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อนอย่างประเทศในแถบทวีปยุโรป ต่างให้ความสำคัญต่อการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อผลักดันให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังในขณะนี้ จึงเป็นโอกาสในการเรียนรู้และศึกษาประโยชน์และผลกระทบของมาตรการภาษีคาร์บอนที่มีต่อการค้าของไทยได้ในอนาคต

...ฉบับหน้าติดตามกันต่อในบทวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ ว่ามาตรการทางภาษีจะช่วยควบคุมก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไรกันครับ 

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์