posttoday
ความเสี่ยงกับการบริหารความเสี่ยง

ความเสี่ยงกับการบริหารความเสี่ยง

19 มกราคม 2555

สวัสดีครับ ช่วงต้นปีที่เพิ่งผ่านมาครึ่งเดือน เราก็พูดถึงเรื่องความเสี่ยงกันมากมาย

สวัสดีครับ ช่วงต้นปีที่เพิ่งผ่านมาครึ่งเดือน เราก็พูดถึงเรื่องความเสี่ยงกันมากมาย

โดย..สาธิต บวรสันติสุทธิ์ 

ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงภัยธรรมชาติ การเมือง หรือ เศรษฐกิจ ฯลฯ โดยความเข้าใจของความเสี่ยงส่วนใหญ่เราจะหมายถึงความสูญเสีย หรือความเสียหาย ที่เกิดขึ้นในอนาคตทุกกรณี ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดกับตัวเรา ทรัพย์สินเรา ครอบครัวเรา ประเทศของเรา หรือโลกของเรา ฯลฯ และครอบคลุมไม่ว่าจะเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเราโดยตรง หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยอ้อมจากการกระทำของเรา ตัวอย่างเช่น การที่พ่อแม่ทะเลาะเบาะแว้ง ดื่มเหล้า เล่นการพนัน ความเสียหายที่เกิดโดยตรงทันที คือ ครอบครัวมีปัญหาไม่มีความสุข ส่วนความเสียหายที่เกิดโดยอ้อม คือ ลูกจะได้รับแบบอย่างและการอบรมที่ไม่ดี มีโอกาสสูงที่จะเป็นปัญหาของสังคมต่อไปในอนาคต และเมื่อคนของประเทศเป็นคนที่มีปัญหา แน่นอนว่าประเทศชาติย่อมมีปัญหาเช่นกัน หรืออย่างปัญหาการเมืองที่ผ่านมา ผลกระทบที่เกิดขึ้นมากกว่าที่คิดกันไว้เยอะ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสุดท้ายปัญหานั้นก็ย้อนกลับมาเป็นปัญหาของพวกเราทุกคนนั้นเอง ดังนั้นการกระทำใดๆ เราอย่าคิดว่าเป็นเรื่องของเรา คนอื่นไม่เกี่ยว ขอให้คิดว่าสิ่งที่เราทำส่งผลกระทบต่อคนอื่นเสมอ เหมือนโยนก้อนหินลงในน้ำ น้ำย่อมกระเพื่อมไปรอบๆ ฉันใด การกระทำย่อมส่งผลกระจายวงกว้างฉันนั้น

หากกล่าวโดยสรุปความเสี่ยง หมายถึง ความสูญเสีย หรือความเสียหายที่มีผลกระทบทั้งในรูปตัวเงิน หรือไม่ใช่ตัวเงิน ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเราจะไม่กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต แต่เป็นการมองไปข้างหน้า หรืออนาคตจากจุดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราจึงสรุปได้ง่ายๆ ว่า ความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับโอกาสและความเสียหาย

การบริหารความเสี่ยงที่ดีที่สุดจึงเป็นเรื่องของการป้องกันไม่ให้ความเสียหายนั้นเกิดขึ้น ซึ่งก็คือการลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหาย อย่างเช่น กระทรวงสาธารณสุขมีแนวคิดห้ามขายเหล้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการลดโอกาสของการเกิดความเสียหายที่อาจเกิดกับชีวิตและทรัพย์สินของพวกเรา (ทั้งคนที่ดื่มและคนที่ไม่ได้ดื่ม) เป็นต้น

แต่หลายครั้งแม้ป้องกันอย่างไรก็เกิดความเสียหายนั้นอยู่ดี อย่างเช่น เราขับรถด้วยความระมัดระวัง ก็ยังไม่วายถูกคนอื่นขับรถมาชนอยู่ดี ดังนั้นเราจึงต้องบริหารความเสี่ยงอีกวิธีด้วยกัน คือ การลดความเสียหาย เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว อย่างเช่น เมื่อรถเราถูกชน เราก็มีแอร์แบ็กลดความเสียหายด้านร่างกาย และมีประกันรถยนต์ช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย เป็นต้น

อีกตัวอย่างหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงที่เห็นได้ชัด ก็คือ มาตรการที่บังคับให้คนขับรถจักรยานยนต์ต้อง “เปิดไฟ ใส่หมวก” เสมอ “เปิดไฟ” ก็เพื่อให้รถคันอื่นๆ ได้สังเกตเห็นว่ามีรถจักรยานยนต์มา เป็นการลดโอกาสของการเกิดอุบัติเหตุ ส่วน “ใส่หมวก” ก็เพื่อลดความเสียหายเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว

เนื่องจากการบริหารความเสี่ยงบางอย่างมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันความเสี่ยง ค่าซื้อประกัน เป็นต้น ดังนั้นเราจึงต้องประเมินความจำเป็นของการบริหารความเสี่ยง โดย

ประเมินความรุนแรงของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น (Size of loss) เช่น ประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากเราเสียชีวิต หรือทุพพลภาพ ฯลฯ แต่ละคนจะประเมินผลกระทบของความเสี่ยงแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานภาพทางเศรษฐกิจ ทัศนคติต่อความเสี่ยง ความรู้ ฯลฯ ดังนั้นความเสียหายที่เกิด ขึ้นเท่ากัน แต่ละคนอาจจะรับรู้ผลกระทบของความเสียหายไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น รถ 2 คันชนกันอย่างรุนแรงจนใช้งานไม่ได้ทั้งคู่ ความเสียหายของรถทั้งสองคันเท่ากัน คือ ใช้งานไม่ได้ แต่ผลกระทบของความเสียหายไม่เท่ากัน หากรถที่ชนคันหนึ่งเป็นรถของผู้ที่มีฐานะดี ซึ่งสามารถนำรถคันอื่นมาใช้งานแทน ความเสียหายในมุมมองของผู้ที่มีฐานะดีก็มีน้อย ขณะที่รถอีกคันที่เสียหายคือ รถแท็กซี่ของพ่อบ้านที่ต้องใช้เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว ความเสียหายที่เกิดขึ้น ก็คือ ครอบครัวขาดรายได้และอาจมีปัญหาลูกไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะพ่อไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน เป็นต้น

ประเมินโอกาสที่ความเสียหายนั้นจะเกิด (Chance of Loss) หากเหตุการณ์นั้นมีโอกาสเกิดได้น้อย การคุ้มครองความเสี่ยงนั้นมีความจำเป็นลดน้อยลง เช่น หากผู้รับคำปรึกษาใช้รถเฉพาะในหมู่บ้าน การทำประกันรถยนต์ก็อาจไม่จำเป็น โอกาสที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ปัจจัย ดังนี้

ปัจจัยด้านกายภาพ (Physical Hazard) คือ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเสื่อมสภาพของทรัพย์สิน หรือสุขภาพของเรา เช่น หากบ้านของเราอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม สายไฟในบ้านเสื่อมสภาพ โอกาสที่จะเกิดไฟไหม้บ้านก็มีมาก

ปัจจัยด้านพฤติกรรม (Behavioral Hazard) คือ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม หรือการใช้ชีวิตของเรา ตัวอย่างเช่น หากเราเป็นผู้ที่ชอบขับรถเร็ว โอกาสที่จะเกิดความเสียหายต่อตนเอง หรือทรัพย์สินก็มีมากขึ้น

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Hazard) คือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวของเรา ตัวอย่างเช่น หากเราอยู่ในแหล่งชุมชนที่มีปัญหาด้านมลภาวะ โอกาสที่จะมีปัญหาด้านสุขภาพก็จะมีมากขึ้น

แล้วในช่วงวันหยุดยาวของทุกๆ ปี มักมีอุบัติเหตุที่สร้างความเสียหายเกิดขึ้น ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก พวกเรามีการ บริหารความเสี่ยงกันอย่างไรบ้าง มาช่วยกันลดโอกาสของความเสี่ยงด้วยการไม่ดื่มเหล้า เพราะเหล้าจะทำให้ขาดสติ ทำให้มีโอกาสเกิดความเสียหายได้ในทุกที่ ไม่ว่าจะใช้ยานพาหนะหรือไม่ก็ตาม และหาทางลดขนาดของความสูญเสีย ได้แก่ ลดความเสียหายโดยตรงที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตเรา เช่น ตรวจสอบระบบป้องกันความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นแอร์แบ็ก เข็มขัดนิรภัย ฯลฯ ลดความเสียหายที่เกิดกับรายได้และทรัพย์สิน เช่น การทำประกันชีวิต โดยเฉพาะการทำประกันอุบัติเหตุ ซึ่งค่าเบี้ยประกันไม่แพงอย่างที่คิด แต่ให้ความคุ้มครองที่คุ้มค่า ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่ผมเองก็ยังหาคำตอบไม่เจอ ก็คือคนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยทำประกันชีวิต แต่มักจะทำประกันรถยนต์กัน ทั้งที่ชีวิตเรามีค่ามากกว่ารถตั้งเยอะ หรือหากต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายไปอีก ก็สามารถเลือกซื้อการประกันอุบัติเหตุการเดินทาง (Travel Accident Insurance) ก็ได้  

 

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล